เมื่อวันที่ 15 พ.ค. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่ได้ไปร่วมประชุมกับอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถึงเรื่องบริษัทและนิติบุคคล จำนวน 34 แห่ง บนเกาะพะงัน เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อาจมีพฤติการณ์เข้าข่ายจะเป็นบริษัทนอมินี ใช้คนไทยบังหน้าอำพรางการทำธุรกรรม ว่า สำหรับความผิดในเรื่องนอมินี ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ. 2542 เราได้ไปประชุมร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และได้รับการประสานข้อมูลจำนวนบริษัทที่มีสินทรัพย์รวมกว่า 100 ล้านบาท มาทั้งสิ้น 34 บริษัท แต่ว่าทางกองคดีความมั่นคงของดีเอสไอ ได้ไปดำเนินการตรวจสอบแล้วพบว่า มีบริษัท 21 บริษัท ที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 100 ล้านบาท จึงได้มีการตั้งเรื่องสืบสวนไว้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างแสวงหาพยานหลักฐาน แต่ตอนนี้ก็พบข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเข้าข่ายเป็นนอมินีได้ แต่เราก็ต้องตรวจสอบ 2 เรื่องประกอบกัน คือ 1.บริษัทนั้น ๆ ได้ประกอบธุรกิจต้องห้ามตามแนบท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ และ 2.บริษัทนั้น ๆ มีสัดส่วนการถือหุ้นของต่างด้าวตั้งแต่ 50% ขึ้นไป เนื่องจากพฤติการณ์การเป็นบริษัทนอมินี มันคือการให้คนไทยไปถือหุ้นแทนคนต่างด้าว
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวอีกว่า สำหรับบริษัททั้ง 21 แห่ง ที่เราพบว่าบางส่วนมีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นบริษัทนอมินีนั้น มีทั้งการประกอบกิจการรีสอร์ต โรงแรม ร้านอาหาร และอีกจำนวนมาก เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นกิจการที่อยู่ในแนบท้ายบัญชีต้องห้ามของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แต่ก็ย้ำว่าเราต้องพิสูจน์ให้ได้ทั้งสองประเด็น ว่าในบริษัทนั้นมีคนไทยไปมีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวจริงหรือไม่ ซึ่งก็ต้องพิสูจน์หลายหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพของคนไทยที่ไปถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรืออำนาจในการบริหารบริษัทเป็นอย่างไร หรือการออกทุนเงินทุนนั้น คนไทยที่ถือหุ้นเป็นผู้ออกทุนชำระเอง หรือมีบุคคลใดอื่นมาชำระแทนคนไทยที่ถือหุ้นหรือไม่ ซึ่งมันต้องใช้เวลาในการตรวจสอบหลายประเด็น
ต่อข้อถามว่าปกติแล้วรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัท 1 ราย มักมีชื่อไปปรากฏในหลากหลายบริษัท ที่ค่อนข้างมีความเชื่อมโยงกัน เหมือนลักษณะเป็นการถือหุ้นไขว้กัน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยอมรับว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทนอมินี มักมีพฤติกรรมในลักษณะนั้นจริง ซึ่งมันก็เป็นข้อมูลที่บ่งชี้ได้ว่าเป็นนอมินี เพราะบางทีศักยภาพของคนที่ถือหุ้นรายนั้น และยังถือหุ้นในหลากหลายบริษัทพร้อมเพรียงกัน เราก็ต้องไปดูฐานะอาชีพของเขา ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะถือหุ้นในหลายบริษัทพร้อมกัน แต่การพิสูจน์จำเป็นต้องใช้ข้อมูลหลายอย่างประกอบกัน ทั้งนี้ เราจะได้ย้อนหลังไปตรวจสอบการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทด้วย ว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการอนุญาตให้จดจัดตั้งทะเบียนบริษัทนิติบุคคลอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ดี ในกรณีโรงเรียนอนุบาลบนเกาะพะงัน ทางดีเอสไอไม่ได้ดำเนินการรับผิดชอบในเรื่องนี้ เนื่องจากไม่ได้เป็นหนึ่งในกิจการที่อยู่ใน 34 บริษัทตามรายงานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ได้ให้ดีเอสไอไว้ใช้ขยายผล เพราะกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะมีการแยกเลยว่า หากธุรกิจนั้นมีมูลค่าสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท ก็จะส่งรายชื่อให้กับดีเอสไอ แต่ถ้าไม่ถึง 100 ล้านบาท กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็จะให้ทางพนักงานสอบสวนตำรวจดำเนินการตรวจสอบ
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังย้ำว่า ในจำนวนบริษัทนอมินีที่ได้มีการตรวจสอบ ก็พบว่ามีชาวต่างชาติที่มาร่วมลงทุนหลากหลายสัญชาติ ไม่ได้มีเพียงทางตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว อย่างเช่น ก็มีชาวอิสราเอลด้วย แต่เราจะไม่เจาะจงในการที่จะไปดำเนินคดีเพียงสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง แต่ถ้าเป็นต่างด้าวและกระทำความผิดตามกฎหมายไทยและมีพยานหลักฐานเราก็ต้องดำเนินคดี เราจะขยายผลในทุกมิติ ส่วนว่าเรื่องการกระทำเป็นบริษัทนอมินี จะขยายผลไปดูเรื่องการฟอกเงินได้หรือไม่นั้น เท่าที่ทราบตอนนี้ความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ ยังไม่ได้เป็นความผิดมูลฐานที่ขยายผลไปเรื่องการฟอกเงินได้ แต่ก็ทราบว่า ปปง. อยู่ระหว่างการเสนอแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อให้กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว สามารถขยายผลเป็นความผิดฐานฟอกเงินได้ด้วย โดยถ้าหากเป็นความผิดฐานฟอกเงินได้ด้วยนั้นมันก็จะจะช่วยในเรื่องการปราบปรามการฟอกเงิน จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เช่น พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถยึดทรัพย์สินได้ หรือสืบสวนที่มาของทุนที่มาใช้ฟอกได้ หรือมีการรับเงินมาแล้วจำหน่ายจ่ายโอนไปยังบุคคลใดบ้าง จะได้ติดตามดำเนินคดีขยายผลได้ต่อไป ทั้งนี้ จากที่นายกรัฐมนตรีได้มีการลงพื้นที่จริง ท่านก็ได้มีการกำชับทุกหน่วยงาน ให้เร่งดำเนินการตามหน้าที่ โดยเฉพาะในกรณีของดีเอสไอก็เน้นในเรื่องของบริษัทที่มีสินทรัพย์รวมมูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านบาท ขึ้นไป ซึ่งเราก็อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการอย่างแน่นอน.



