สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากพื้นที่ความตึงเครียดเป็นศูนย์กลางพลังงานของโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงัก เนื่องจากปริมาณการซื้อขายน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คิดเป็น 20% ของปริมาณการซื้อขายน้ำมันโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดการขาดแคลนพลังงาน ปิโตรเคมี และปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ ยังมีผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น และค่าขนส่งสินค้าพุ่งทะยาน

นอกจากจะเกิดวิกฤตพลังงานระดับโลกแล้ว สถานการณ์นี้ยังจะนำมาสู่ความเสี่ยงต่อความมั่งคงทางด้านอาหาร เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยเคมีราวหนึ่งในสามของโลก ประกอบกับประเทศ

ผู้ส่งออกปุ๋ยเคมีรายใหญ่อย่างจีนและรัสเซียเริ่มควบคุมการส่งออกเพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ ส่งผลให้ปุ๋ยหายไปจากตลาดและราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีกว่า 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด โดยกว่า 60% เป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลาง จีน และรัสเซีย สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงแรงกระเพื่อมจากภายนอก แต่เป็นแรงกระแทกโดยตรงต่อภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มพืชส่งออกที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ประเมินว่า ผลกระทบจากการขาดแคลนปุ๋ยเคมีจะเริ่มปรากฏชัดในพืชบางกลุ่มตั้งแต่ปี 2569 หากเริ่มขาดแคลนปุ๋ยหรือปุ๋ยมีราคาแพงตั้งแต่เดือนเมษายนต่อเนื่องจนสิ้นสุดไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยพืชส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตในปี 2569 อาทิ ข้าวนาปี และมันสำปะหลัง ส่วนพืชที่อาจได้รับผลกระทบจากผลผลิตในปีหน้าได้แก่ ทุเรียน และอ้อย (น้ำตาลทราย) ขณะที่พืชที่จะได้รับผลกระทบแบบค่อยเป็นค่อยไปต่อเนื่องทั้งในปีนี้และปีหน้าคือ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน

พืชเศรษฐกิจดังกล่าว มีผลต่อการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้าวมีสัดส่วนการส่งออกรวมในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 1.3% มันสำปะหลัง 0.9% ทุเรียน 1.1% น้ำตาลทราย 0.8% ยางพารา 1.5% และน้ำมันปาล์ม 0.5% อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความท้าทายยังมีโอกาสที่ซ่อนอยู่ หากไทยสามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้าไปสู่แหล่งอื่นทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลาง อาทิ นำเข้าจากมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย การสำรองวัตถุดิบ และการเร่งพัฒนานวัตกรรมปุ๋ยทางเลือก วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับ “ความมั่นคงทางอาหาร” และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า ท่ามกลางบริบทดังกล่าว EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ได้เร่งออกมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง ด้วยสินเชื่อหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยพิเศษไม่เกิน 3.99% ต่อปี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีต่อภาคการส่งออกของไทย พร้อมสนับสนุนให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหารและสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของความมั่นคงทางอาหารโลก สามารถปรับตัวรับมือกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น บริหารจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และคว้าโอกาสขยายตลาดท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“EXIM BANK ได้หารือร่วมกับหอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตลอดจนสมาคมภาคอุตสาหกรรมและการค้าต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อรับฟังความต้องการของผู้ประกอบการในสถานการณ์ปัจจุบัน มาตรการสินเชื่อดังกล่าวจึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทันท่วงที ทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกในช่วงที่ผ่านมาอันเนื่องมาจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง และผู้ประกอบการที่ต้องการเตรียมความพร้อมเพื่อเดินหน้าธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะผู้ประกอบการในสาขาอาหารและเกษตรที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนปุ๋ย วัตถุดิบ และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น EXIM BANK พร้อมสนับสนุนทั้งด้านสภาพคล่อง เครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ และองค์ความรู้ที่จำเป็น เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัว ยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และเปลี่ยนความท้าทายในวันนี้ให้เป็นโอกาสในการขยายธุรกิจและสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคส่งออกไทยในระยะยาว” นายชลัช กล่าว

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครขอรับบริการสินเชื่อกับ EXIM BANK ได้ผ่าน EXIM Contact Center โทร. 0 2169 9999