หลังจากคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดแถลงข่าว “ผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ” เปิด 10 หน่วยงานที่จ่ายใต้โต๊ะสูงสุด ซึ่งทำให้หลายหน่วยงาน ที่มีชื่อเกี่ยวข้องต่างออกมาเรียกร้องข้อมูลการสำรวจด้วยวิธีไหน บางหน่วยงานออกมายืนยันความโปร่งใส 

ล่าสุดทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะฝ่ายวิชาการ ได้ออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า การสำรวจครั้งนี้ได้มีการทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ เป็นต้น ขอชี้แจงในการทำงานเชิงวิชาการ ดังนี้

ทางศูนย์ฯ มีการประชุมแบบสอบถาม ซึ่งแบบสอบถามจะยึดโยงมาจากแบบสอบถามของธนาคารโลกที่ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเคยร่วมกับธนาคารโลก สำรวจเรื่องคอร์รัปชันที่ในขณะนั้น ธนาคารโลกร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) แบบสอบถามจึงยึดโยงจากแนวทางของธนาคารโลกเป็นหลักทั้งแนวคำถามและหน่วยงานที่ภาคธุรกิจติดต่อบ่อยซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาคประชาชนในที่สุด

นอกจากนั้นทางศูนย์ฯ ได้นำเอาแนวทางของคำถามที่ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ตั้งประเด็น และ ป.ป.ช. กับ ป.ป.ท. ที่ได้ทำงานวิจัยในหลายรูปแบบ เมื่อแบบสอบถามเสร็จ ก็นำไปถามแบบตัวต่อตัว Face to Face เป็นจำนวน 401 ตัวอย่าง ขณะเดียวกันก็ใช้ข้อมูลจาก Google form มาเป็นตัวเสริมของข้อมูล เพื่อดูความสอดคล้อง ซึ่งเป็นตัวกำกับในเชิงนโยบาย ดังนั้น ในการแถลงข่าวนั้น เราใช้ข้อมูลจาก Face to Face 100% เต็ม

การสำรวจได้ใช้โครงสร้างของ GDP และประชากรและจำนวนธุรกิจ ในแต่ละภาคและแต่ละสาขาของธุรกิจเป็นสำคัญ ทั้งนี้จำนวน 26 หน่วยงาน มาจากแนวทางที่ธนาคารโลก และ OECD ที่ได้จำแนกหน่วยงานภาครัฐออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 

กลุ่มที่ 1: Tax & Revenue: หน่วยงานจัดเก็บภาษีและรายได้ภาครัฐ 

กลุ่มที่ 2: Licensing & Permits: หน่วยงานออกใบอนุญาตและจดทะเบียนธุรกิจ 

กลุ่มที่ 3: Customs & Trade: หน่วยงานศุลกากรและการค้าระหว่างประเทศ 

กลุ่มที่ 4: Utilities & Infrastructure: หน่วยงานสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน 

กลุ่มที่ 5: Law Enforcement & Judiciary: กระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย (ยกเว้นศาล) 

ร่วมกับการใช้ข้อมูลของสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ได้แบ่งกลุ่มงานออกเป็น 5 ประเภท ประกอบด้วย ประเภทโครงสร้างพื้นฐาน ประเภทสังคม ประเภทความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) ประเภทเศรษฐกิจ และประเภทนโยบายและวิชาการตลอดจนหน่วยงานต่างๆ พิจารณาร่วมกัน โดยมีการเปิดหน่วยงานอื่นๆ ไว้ในแบบสอบถามด้วย

ในการตอบแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถาม จะตอบตามความสมัครใจว่า มีประสบการณ์ตรงติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ โดยตรงในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาหรือไม่ อย่างไรและจะถามต่อว่ามีติดต่อกี่ครั้ง และมีการเสนอให้สิ่งตอบแทนพิเศษหรือไม่ ถ้ามี มีจำนวนกี่ครั้ง รวมไปถึงมูลค่าในการให้สิ่งตอบแทนล่าสุด 

ทั้งนี้ทางศูนย์ฯ ได้นำเอาข้อมูลต่างๆ มาพิจารณา 2 รูปแบบ คือ 

1. จำนวนที่มีการติดต่อกับจำนวนที่เสนอให้สิ่งตอบแทนออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ว่าในการเจอ 100% มีการให้สิ่งตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ และจัดเรียงลำดับและเปอร์เซ็นต์สูงสุด เช่น 100% สำหรับการติดต่อและต้องจ่ายผลตอบแทนเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย

2. สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ตอบว่า มีการเสนอให้สิ่งตอบแทน โดยนำเอามูลค่าเฉลี่ยการจ่ายต่อครั้ง มานำเสนอเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย

โดยแบบสอบถามมุ่งเน้นถามกลุ่มตัวอย่าง โดยถามภาพกว้าง เรื่องการคอร์รัปชันในภาพรวม และประสบการณ์ที่ติดต่อหน่วยงานต่างๆ ว่าต้องจ่ายผลตอบแทนสิ่งตอบแทนพิเศษหรือไม่ ไม่ได้มุ่งเน้นในการเจาะรายละเอียดในแต่ละหน่วยงานของภาครัฐ ว่าให้แก่บุคคลใด หรือในกระบวนการขั้นตอนใด อย่างไร

และท้ายที่สุดก่อนที่จะมีการแถลงข่าวนำเสนอผลการสำรวจฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2569 นั้น ทางศูนย์ฯ ได้มีการประชุมหารือร่วมกับคณะทำงาน Zero Corruption  กกร. และเพื่อนไม่ทน โดยภาพรวมถึงผลการสำรวจที่ได้นำไปแถลงข่าว 

ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาคอร์รัปชันมิใช่เป็นเพียงประเด็นด้านธรรมาภิบาลเท่านั้น หากแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตลอดจนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ตัวเลขการสำรวจทางวิชาการที่ปรากฏในวันนี้จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรตระหนัก และร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง กกร. เชื่อมั่นว่า ความโปร่งใสต้องเริ่มต้นจากการยอมรับข้อเท็จจริง และการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับการทุจริต พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม ภายใต้เจตนารมณ์ “ไม่ทน ไม่ทำ ไม่เพิกเฉย” อย่างเป็นรูปธรรมกันทั้งสังคม