จากกรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟเฉี่ยวชนรถโดยสารสาธารณะ บริเวณใกล้สถานีรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์ มักกะสัน กรุงเทพมหานคร ภายหลังมีผู้บาดเจ็บหลายราย และมีผู้เสียชีวิต ตามที่เสนอไปก่อนหน้านี้
อ่านข่าวต่อ :ด่วน! ‘รถไฟชนรถเมล์’ ใต้แอร์พอร์ตลิงก์มักกะสัน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหลายราย
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉินโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ออกมาโพสต์การถอดบทเรียนถึงเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านแฟนเพจ โดยเผยว่า อุบัติเหตุรถสินค้าชนรถเมล์บริเวณทางตัดรถไฟแยกอโศก-ดินแดง จนเกิดเพลิงไหม้ สามารถนำหลัก Haddon Matrix มาถอดบทเรียนการจัดการความปลอดภัยได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยทางถนน ไม่ใช่เรื่องของความระมัดระวังส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการจราจรบริเวณจุดตัด และระบบการกู้ภัย ต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีก

โดย เพจ Ramathibodi Emergency Medicine Department ระบุข้อความว่า “ถอดบทเรียนโศกนาฏกรรมกลางกรุง วิเคราะห์เหตุ “รถไฟชนรถเมล์” ด้วยหลักความปลอดภัย Haddon Matrix จากอุบัติเหตุสะเทือนใจในวันนี้ (16 พ.ค. 69) กรณีขบวนรถสินค้าเฉี่ยวชนกับรถประจำทาง บริเวณทางตัดรถไฟแยกอโศก-ดินแดง จนเกิดเพลิงไหม้ลุกท่วมลามไปถึงรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย วันนี้แอดมินมีโอกาสติวแพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินหัวข้อ Prehospital Care ที่พูดถึงเรื่อง Haddon Matrix ครับ เลยอยากนำมาถอดบทเรียนให้ได้เข้าใจกัน”
นอกจากนี้ หากนำเอา “Haddon Matrix” ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง และการจัดการความปลอดภัยมาถอดบทเรียน เราจะเห็นแนวทางในการป้องกัน และลดความสูญเสียในอนาคตได้อย่างเป็นระบบใน 3 ช่วงเวลาสำคัญ ดังต่อไปนี้
1. ก่อนเกิดเหตุ (Pre-Event) “ลดความเสี่ยงตั้งแต่วินาทีแรก”
– คน (Host) : การตระหนักรู้และวินัยจราจรของคนขับรถเมล์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การตัดสินใจไม่ขับรถเข้าไปจอดหยุดนิ่งคร่อมรางรถไฟแม้ในช่วงรถติดขัด
-พาหนะ (Agent) : ความสมบูรณ์ของระบบเบรก และทัศนวิสัยในการมองเห็นของรถทั้งสองฝ่าย
– สิ่งแวดล้อมและสังคม (Env) : จุดตัดทางรถไฟ จุดบริการไม้กั้น และสัญญาณเตือนต้องชัดเจนและทำงานได้ 100% รวมไปถึงการจัดการ “สภาพจราจรที่ติดขัด” ไม่ให้มีรถท้ายแถวไปหยุดคาอยู่บนรางรถไฟ รวมถึงการมีระบบกำกับความปลอดภัยและบังคับใช้กฎหมายจราจรที่เข้มงวด
2. ขณะเกิดเหตุ (Event) “ลดความรุนแรงและผ่อนหนักเป็นเบา”
– คนและพาหนะ : เมื่อเกิดการชน แรงปะทะทำให้ระบบเชื้อเพลิงหรือระบบแก๊ส/ไฟฟ้าเสียหายจนเกิดไฟไหม้ สิ่งสำคัญคือ “การอพยพผู้โดยสารอย่างรวดเร็ว” การทำงานของระบบทางออกฉุกเฉิน และการตัดสินใจหน้างานของคนขับรถ
– สิ่งแวดล้อมและสังคม : ความแออัดของพื้นที่เกิดเหตุ เช่น แยกอโศก-ดินแดง ที่มีปริมาณรถหนาแน่น ส่งผลให้ไฟลุกลามไปยังรถคันข้างเคียงได้ง่าย สิ่งที่ต้องทำทันที คือ การประสานงานแจ้งเหตุฉุกเฉิน 1669 และหน่วยดับเพลิงเพื่อควบคุมเพลิงโดยเร็วที่สุด
3. หลังเกิดเหตุ (Post-Event) “กู้ภัยอย่างเป็นระบบและถอดบทเรียนซ้ำ”
– คนและพาหนะ : การเข้าพื้นที่ของเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย เพื่อควบคุมเพลิง การตัดระบบเชื้อเพลิง/ไฟฟ้า เพื่อป้องกันระเบิดซ้ำ และการคัดแยกผู้บาดเจ็บ เพื่อนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
– สิ่งแวดล้อมและสังคม : การตั้งระบบบัญชาการจุดเกิดเหตุที่มีประสิทธิภาพ เพื่อควบคุมฝูงชนและเคลียร์การจราจรโดยรอบ การเปิดทางให้รถแพทย์ฉุกเฉินเข้าถึงพื้นที่ ตลอดจนการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อนขึ้นอีก
อย่างไรก็ตาม “เหตุการณ์วันนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยทางถนน ไม่ใช่เรื่องของความระมัดระวังส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการจราจรบริเวณจุดตัด และระบบการกู้ภัย ต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีก ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียทุกท่านครับ”
ขอบคุณข้อมูล : Ramathibodi Emergency Medicine Department


