เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ของพรรคประชาชน ต่อกรณีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่โดยเร็วที่สุด พรรคประชาชนจึงเสนอ คือ 1. พรรคประชาชนและภาคประชาชน เห็นตรงกันว่า การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้ออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ต้องคงหลักการ 3 ข้อ ข้อแรก การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แม้อยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ข้อสอง ต้องป้องกันการผูกขาดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น โดยกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และข้อสาม ไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในการโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตลอดกระบวนการ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ข้อ 2. พรรคประชาชนพร้อมเสนอและผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่ยึดกับหลักการ 3 ข้อก่อนหน้า เข้าสู่รัฐสภา 3. พรรคประชาชนพร้อมจัดสรร สส.พรรคไปสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ของพรรคการเมืองอื่นที่สอดคล้องกับหลักการ 3 ข้อข้างต้น 4. พรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนภาคประชาชน รวบรวม 50,000 รายชื่อ เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยภาคประชาชน และ 5. พรรคประชาชนและภาคประชาชนเห็นตรงว่า ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วนในสังคม ควรมีส่วนร่วมรณรงค์และจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

ด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการและผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) กล่าวว่า เราไม่อยากเห็นแค่รัฐบาลโดยพรรคภูมิใจไทยเอาร่างฉบับเดิมกลับมา หรือเสนอร่างฉบับใหม่เมื่อไหร่ แต่ขอเรียกร้องว่าอย่างน้อยรัฐบาลนี้ ต้องแถลงโรดแม็พ กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมดให้ประชาชนทราบ อย่างน้อยต้องมีประชามติอีก 2 ครั้ง มีกระบวนการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การรับฟังความเห็นประชาชน ว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญใหม่เป็นอย่างไร ซึ่งกระบวนการข้างหน้า อาจเสร็จเร็วใน 2-3 ปี หรือเสร็จช้าไม่ทันรัฐบาล แต่ประชาชนต้องรู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัว

“ไม่ว่าพรรคการเมืองไหน ต้องไม่มีอิทธิพลมากไปกว่าคนอื่นในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และยังมีคดีติดพันตัวเองอยู่ว่า มาโดยสุจริตถูกต้องหรือไม่ สว.ไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอํานาจเหนือ สส. และประชาชน ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าพวกเราในฐานะประชาชนคนธรรมดา ไม่มีสิทธิเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงตามที่ศาลบอกไว้ สว. ซึ่งมีที่มาโดยไม่ชอบธรรมก็ไม่ควรมีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน และกระบวนการข้างหน้าหวังว่าจะไม่มีการโยนอํานาจไปให้ สว.มากเกินความจำเป็น” นายยิ่งชีพ กล่าว และว่า หากร่างที่พรรคการเมืองเสนอไม่ได้มีส่วนร่วมของประชาชน เราคงต้องใช้สิทธิของประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างฉบับอื่นเข้าแข่งขัน

ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า เมื่อรัฐธรรมนูญออกแบบให้วุฒิสภามีอำนาจชี้ขาดบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ดังนั้น หากฝ่ายการเมืองที่เข้าควบคุมเสียงวุฒิสภานั้นเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ประชาชนก็ย่อมมองได้ว่า รัฐบาลนั้นอาจคุมเสียงในองค์กรอิสระได้ด้วยเช่นกัน

“รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ ด้วยการควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดให้สำเร็จ เราจึงกังวลใจว่า ระบอบสีน้ำเงินจะทำทุกวิถีทางให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สำเร็จ หรือพยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้เงื่อนไขให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนไม่ได้ตัดอำนาจ สว. เพราะอำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ในกรณีดังกล่าว ไม่ได้มีบทบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนส่งไปทำประชามติ คิดว่าอย่างน้อย สส. กับ สว. ควรมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่าเทียมกัน ไม่ควรเพิ่มสิทธิกำหนดให้ต้องมีเสียง สว. เกิดสัดส่วนเท่าไร จึงจะส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อถามประชามติกับประชาชนได้ แต่หากมีฝ่ายที่เห็นต่างก็ควรนำมาปรึกษาหารือกันในระบบรัฐสภา

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ส่วนหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน คือการมีคูหา เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการมีคูหาไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่าพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว และมองว่าคำวินิจฉัยขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ขัดต่อคำวินิจฉัยปี 2564 ด้วยซ้ำ ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เราต้องยืนยันว่า เป็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย และขัดแย้งกันเอง

การมีคูหาให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่าง ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งร่างที่พรรคประชาชนเคยเสนอไปในวาระ 1 เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาที่ปรึกษาโดยตรง และกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้อม เสียง สว. เกิน 1 ใน 3 ก็เห็นชอบรับหลักการร่างของพรรคประชาชนเช่นนี้มา

เมื่อถามว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคืออะไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ คือตัวรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เอง เพราะการออกแบบกติกาตั้งแต่สมัย คสช.ป้องกันไม่ให้เกิดการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกำหนดว่าการแก้ไขใดๆ ต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ สว. รวมถึงการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่สร้างอุปสรรค ทั้งเรื่องจำนวนการทำประชามติ และการเลือกผู้ร่าง

แต่สิ่งที่จะทลายอุปสรรคดังกล่าวได้ คือพลังของประชาชนทั่วประเทศที่สะท้อนผ่านการออกเสียงประชามติ หากยังมีพลังของประชาชนผลักดันกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการทลายอุปสรรคเหล่านี้ ส่วนหลักการข้อ 3 ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. แล้วยึดเกณฑ์เดิมคือ ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา.