สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ว่า การประชุมของรัฐมนตรีคลังกลุ่มจี7 ระยะเวลา 2 วัน เกิดขึ้นหลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งมีความคืบหน้าทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมไม่มากนัก เนื่องจากความตึงเครียดเกี่ยวกับไต้หวันและการค้า ยังคงคุกรุ่นภายใต้ความเป็นมิตรทางการทูต
ประเด็นสำคัญของการประชุมที่กรุงปารีส คือ สิ่งที่นายโรลองด์ เลสกูร์ รมว.คลังฝรั่งเศส อธิบายว่าเป็น “ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกที่ฝังรากลึก” ซึ่งทำให้ความขัดแย้งทางการค้าทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดความเสี่ยงของการผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดการเงิน
G7 finance chiefs seek to tackle imbalances as trade strains unity https://t.co/bmKUh8a3KC
— The Straits Times (@straits_times) May 18, 2026
“รูปแบบการพัฒนาของเศรษฐกิจโลกในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ยั่งยืนอย่างเห็นได้ชัด” เลสกูร์ กล่าวเพิ่มเติม โดยชี้ให้เห็นถึงรูปแบบที่จีนบริโภคน้อยเกินไป สหรัฐบริโภคมากเกินไป และยุโรปลงทุนน้อยเกินไป
นอกจากนี้ เลสกูร์ ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ ยังกล่าวว่า กลุ่มจี7 เปิดโอกาสให้มีการเจรจาอย่างตรงไปตรงมาในกลุ่มพันธมิตร ในช่วงเวลาที่ความไม่ลงรอยกับรัฐบาลวอชิงตันเพิ่มขึ้น
อนึ่ง รัฐมนตรีคลังในกลุ่มจี7 จะมองหาความคืบหน้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน หลังการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับสี และความพยายามครั้งล่าสุดของสหรัฐ ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง.
เครดิตภาพ : REUTERS



