สัมผัสศาสตร์และศิลป์แห่ง “กาแฟ” ในกิจกรรม “World of Starbucks Coffee” เพื่อเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์การสร้างสรรค์กาแฟ ตั้งแต่คัดสรรเมล็ดกาแฟอย่างพิถีพิถัน กระบวนการคั่วที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ไปจนถึงศิลปะการรังสรรค์กาแฟคุณภาพในทุกแก้ว นำโดย “นาโอโกะ คิโดตะ” มาสเตอร์ โรสเตอร์แห่งสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ โรสเตอรี โตเกียว ที่มามอบความรู้เกี่ยวกับกาแฟ เผยเบื้องหลังการพัฒนาโปรไฟล์การคั่วเมล็ดกาแฟ ที่ให้ความสดชื่นมีชีวิตชีวา (acidity) น้ำหนัก (body) และกลิ่นหอมของกาแฟ (aroma) ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

และพาเปิดประสาทสัมผัสผ่านกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ “Aroma Lab Experience” เพื่อเรียนรู้บทบาทของกลิ่นที่มีต่อรสชาติของกาแฟ พร้อมเรียนรู้กระบวนการลิ้มรสกาแฟ (Cupping) เพื่อเปรียบเทียบกาแฟจากหลากหลายแหล่งเพาะปลูก และระดับการคั่ว ทำให้เข้าใจลักษณะกลิ่น และรสชาติของกาแฟ เปิดมุมมองด้านการรับรู้รสชาติ (Sensory Experience) ผ่านความพิเศษของกาแฟ Single-Origin และกาแฟ Blend ของสตาร์บัคส์




ถือเป็นการชิมกาแฟ เพื่อค้นพบมิติต่างๆ ของรสชาติกาแฟที่ผ่านการคั่วอย่างพิถีพิถัน และรับฟังมุมมองจากมาสเตอร์โรสเตอร์
ปิดท้ายด้วยการสาธิต “ศิลปะลาเต้อาร์ต” โดยคอฟฟี่มาสเตอร์ของสตาร์บัคส์ ประเทศไทย เพื่อซึมซับทักษะ และความคิดสร้างสรรค์ในการรังสรรค์ลาเต้อาร์ตในทุกแก้ว พร้อมดื่มด่ำกับเครื่องดื่มใหม่ล่าสุดของสตาร์บัคส์ที่เปิดตัวในประเทศไทย

นอกจากนี้ สตาร์บัคส์ ได้ประกาศการสนับสนุนชาวไร่กาแฟภาคเหนือของไทย ผ่านโครงการพัฒนาระยะเวลา 3 ปี เพื่อยกระดับการผลิตกาแฟอาราบิก้าอย่างยั่งยืน ต่อยอดจากความร่วมมือกับชุมชนผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ มุ่งพัฒนาแนวทางการเพาะปลูก ควบคู่กับการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อเสริมคุณภาพและความยืดหยุ่นของระบบการผลิตในระยะยาว
กาแฟอาราบิก้าโดดเด่นด้วยกลิ่นหอมที่ซับซ้อน และรสชาติที่ละเอียดอ่อน แต่ในขณะเดียวกันก็อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ และยากต่อการเพาะปลูก สำหรับในประเทศไทยที่อาราบิก้าคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของการผลิตกาแฟนั้น กำลังเผชิญความท้าทายจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ปริมาณฝนที่แปรปรวน และแรงกดดันจากศัตรูพืชที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณ และคุณภาพผลผลิตที่สม่ำเสมอ ความท้าทายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย ยังพบทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินโดนีเซีย และทั่วโลก โครงการริเริ่มนี้จึงออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และแนวทางแก้ไขปัญหาที่นำไปใช้ได้จริงในลักษณะข้ามพรมแดน ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ และการให้คำแนะนำในพื้นที่จริง ชาวไร่กาแฟที่ได้รับการสนับสนุนจาก ITDF ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่ทำงานร่วมกับชุมชนผู้ปลูกกาแฟในภาคเหนือของไทย จะได้ร่วมมือกับนักปฐพีวิทยาจากศูนย์สนับสนุนชาวไร่กาแฟของสตาร์บัคส์ ในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของไร่กาแฟ และเพิ่มความสามารถในการปรับตัว
องค์ความรู้ข้ามพรมแดน ศูนย์สนับสนุนชาวไร่กาแฟในสุมาตรา ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้เครือข่ายศูนย์สนับสนุนชาวไร่กาแฟทั้ง 10 แห่งทั่วโลกของสตาร์บัคส์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม ให้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในพื้นที่เพาะปลูก การดำเนินงานดังกล่าวยังต่อยอดจากองค์ความรู้ของ Hacienda Alsacia ฟาร์มวิจัยและนวัตกรรมของสตาร์บัคส์ในคอสตาริกา รวมถึงสายพันธุ์ผสมและสายพันธุ์ใหม่ ๆ เพื่อยกระดับทั้งคุณภาพ ผลผลิต ความทนทานต่อโรคและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง องค์ความรู้จากเครือข่ายระดับโลกนี้ถูกถ่ายทอดให้กับชาวไร่กาแฟอย่างทั่วถึง
ตลอดระยะเวลา 3 ปี โครงการนี้จะช่วยยกระดับชาวไร่กาแฟในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย รวมถึงจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน โดยอาศัยเครือข่ายชุมชนของมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสานเพื่อขยายการเข้าถึงการสนับสนุนเชิงปฏิบัติ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกันในชุมชนผู้ปลูกกาแฟ
วางรากฐาน (พ.ศ. 2569): ชาวไร่กาแฟและทีมภาคสนามของมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน จะได้รับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ ณ ศูนย์สนับสนุนชาวไร่กาแฟในสุมาตรา ครอบคลุมแนวทางการจัดการพื้นฐาน เช่น การตัดแต่งกิ่ง การบำรุงดิน และการจัดการร่มเงา นอกจากนี้ นักปฐพีวิทยาของสตาร์บัคส์จะลงพื้นที่เพื่อประเมินในภาคเหนือของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการยกระดับการจัดการไร่กาแฟและกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว
ขยายผลสู่ความยั่งยืน (พ.ศ. 2570 – 2571): การสนับสนุนจะยกระดับมากยิ่งขึ้นผ่านการจัดตั้งฟาร์มต้นแบบ (Model Farm) ที่ได้รับการรับรองตามแนวปฏิบัติ Coffee and Farmer Equity (C.A.F.E.) ซึ่งเป็นแนวทางของสตาร์บัคส์ในการสรรหากาแฟอย่างมีจริยธรรมและโปร่งใส ผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ ฟาร์มต้นแบบนี้จะทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติ แสดงให้เห็นถึงแนวทางการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนและหลักปฏิบัติด้านเกษตรกรรมที่ดีที่สุด เพื่อให้ชาวไร่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และต่อยอดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในวงกว้าง นอกจากนี้ การฝึกอบรมภาคสนามประจำปีโดยนักปฐพีวิทยาของสตาร์บัคส์ จะช่วยฝังรากแนวปฏิบัติเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างทั้งประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการรับมือกับความท้าทายในระยะยาว



