กรณีเดลีโฟกัส ตามเกาะติดการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก.โดยมิชอบ บนเขาปากเตรียม ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง กระทั่งกรมป่าไม้ แจ้งเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งนายทุน-เจ้าหน้าที่รัฐนอกรีต พร้อมเร่งดำเนินการเพิกถอน น.ส.3 ก. ที่ทับบนผืนป่า โดยเชื่อว่าเป้าประสงค์ของกลุ่มทุน เร่งระดมตัดไม้ใหญ่หวังไว้รองรับ โครงการเมกะโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์” ล่าสุดหน่วยพยัคฆ์ไพร หอบหลักฐานมอบตำรวจ ปทส. แจ้งเอาผิดเพิ่มเติม หลังตะลุยพื้นที่เกิดเหตุตรวจอย่างละเอียด จนแยกผู้กระทำผิดออกเป็น 3 กลุ่ม ทำไม้, อ้างเช่าที่ดิน และเจ้าของที่ดิน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะ กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติฯ วุฒิสภา ซึ่งได้นำคณะ กมธ. ไปร่วมลงไปดูพื้นที่ปัญหา น.ส.3 ก. รุกป่าเขาปากเตรียม มาด้วยตัวเอง เปิดเผยว่า ตนได้เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาการบุกรุกที่ดินของรัฐและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ กรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบในพื้นที่อ่าวจาก ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้เชิญผู้แทนจากศูนย์ประสานงานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน., กรมพัฒนาที่ดิน, กรมอุทยานแห่งชาติฯ, กรมป่าไม้, กรมที่ดิน, ตำรวจ บก.ปทส. รวมทั้งนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีต ผอ.สำนักอุทยานฯ/อดีตหัวหน้าชุดพญาเสือ เข้าร่วมชี้แจงด้วย

นายชีวะภาพ กล่าวว่า เกือบ 8 ปีแล้วที่ตรวจพบการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบตั้งแต่ปี 2562 ขณะที่ปี 2565 ทางจังหวัดมีมติให้เพิกถอน แต่วันนี้ปี 69 แล้วยังไม่เพิกถอนเลย กระบวนการที่ล่าช้า ทำให้เกิดความเสียหายในด้านป่าไม้เพิ่มมากขึ้น ตนจึงเรียกร้องให้เกิดความกล้าหาญ บางเรื่องต้องกล้าที่จะต้องดำเนินการ ไม่งั้นก็จะเป็น 8 ปีแห่งความหลัง ในส่วนของกรมที่ดิน เมื่อสร้างแผนที่ตรงนี้มา ทำให้รู้ตำแหน่งแปลงอยู่แล้ว ก็น่าจะสรุปส่งให้กรมพัฒนาที่ดินไปดำเนินการได้ทันที

ด้านนายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) กรมป่าไม้ กล่าวถึงคืบหน้าว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ป่าไม้ สามารถตรวจยึดไม้ท่อนหวงห้ามบริเวณบนยอดเขาปากเตรียม จำนวน 479 ท่อน โดยอยู่ในระหว่างจัดทำบันทึกเพื่อนำส่งพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมว่าพื้นที่กองไม้ท่อนหวงห้ามอยู่ในแปลงเอกสารสิทธิหมายเลขใด บุคคลหรือนิติบุคคลใดเป็นผู้ถือครอง อีกทั้งยังได้แจ้งความกล่าวโทษกับผู้ที่บุกรุกแผ้วถางทำไม้หรือทำให้เสื่อมเสียสภาพป่าไปแล้ว 4 แปลง รวมความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 128 ไร่

จากข้อมูลเชิงพื้นที่ปรากฏว่า บริเวณพื้นที่เขาปากเตรียมมีเอกสารสิทธิในที่ดินเป็นหนังสือ น.ส.3 ก.จำนวน 105 ฉบับ เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ส่วนใหญ่จะออกในช่วงปี พ.ศ. 2532-2533 บางส่วนซ้อนทับกับอุทยานแห่งชาติแหลมสน ที่ประกาศเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2526 พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นภูเขา ยังมีสภาพป่าไม้สมบูรณ์ ไม่ปรากฏร่องรอยของการเข้าทำประโยชน์ รวมทั้งบางส่วนคาดว่าน่าจะมีการทำเส้นทางและทำไม้ออกมานอกเขตเอกสารสิทธิ ซึ่งถือเป็นเขตป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484

นายนพวงศ์ อาภรณ์ ผู้ตรวจราชการกรมอุทยานฯ กล่าวว่า จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เขาแหลมสน ปรากฏว่าพบอีก 13 แปลง ที่เข้าข่ายออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อธิบดีกรมป่าไม้และอธิบดีกรมที่ดิน เพิ่งลงนามเพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาเพิกถอนเอกสารสิทธิ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยขณะนี้ตรวจพบการออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ทับซ้อนในพื้นที่ของกรมอุทยานฯ ทั้งหมดทั่วประเทศกว่า 95,000 แปลง ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้ตรวจสอบได้ปีละ 200 แปลงเท่านั้น

ขณะเดียวกันทางคณะ กมธ. จะผลักดันงบประมาณในการตรวจสอบการออกเอกสาร สิทธิที่ทำกินทับซ้อนพื้นที่อุทยานฯ เพื่อให้สามารถตรวจสอบเอกสารได้มากกว่าปีละ 200 แปลง เพราะหากยังได้งบประมาณเท่าเดิมจะต้องใช้เวลาถึง 475 ปี จึงจะตรวจสอบเอกสารสิทธิที่ทับซ้อนทั้งหมดกว่า 95,000 แปลงได้ พร้อมกันนี้ยังฝากกรมป่าไม้ เร่งตรวจสอบคู่ขนาน เพราะเชื่อว่าน่าจะมีเป็นแสนแปลง ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกหน่วยทุกกรมต้องช่วยกันตรวจสอบ

ทั้งนี้ทางคณะ กมธ.ทรัพยากรธรรมาชาติ ยังได้รับเรื่องร้องเรียนของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีต ผอ.สำนักอุทยานฯ และอดีตหัวหน้าชุดพญาเสือ เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีการออกโฉนดที่ดินทับซ้อนป่าชุมชนและป่าสงวนแห่งชาติ ในพื้นที่บ้านหนองกระทุ่ม หมู่ที่ 6 ต.โป่งแดง อ.เมืองตาก จ.ตาก ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่สลิด และป่าโป่งแดง จำนวน 1,631 แปลง รวมแล้วกว่า 35,000 ไร่ จากการตรวจสอบพบว่ามีการรุกป่าตัดไม้ในพื้นที่ต่อเนื่อง จนสภาพป่าเริ่มเหี้ยนเตียนอย่างเห็นได้ชัด เบื้องต้นทางผู้แทนจากกรมที่ดิน ซึ่งร่วมประชุมด้วยได้รับเรื่องจะดำเนินการไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน.