พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช.ด้านกิจการกระจายเสียง ในฐานะประธานอนุกรรมการคลื่นความถี่และมาตรฐานทางเทคนิค กสทช. เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ได้เป็นประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนทั่วไป (Public Hearing) ต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นความถี่สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์และมาตรฐานทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 ฉบับ โดยในอดีตที่ผ่านมาระบบเรดาร์เริ่มจากเทคโนโลยีด้านการทหารที่ใช้ตรวจจับอากาศยานหรือวัตถุที่สะท้อนกลับมาได้ จากนั้นได้มีการพัฒนาประยุกต์ใช้ระบบเรดาร์กับงานด้านพลเรือน ทำให้ กสทช. ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์เพื่อให้ใช้คลื่นความถี่ระบบเรดาร์ที่ติดตั้งในรถยนต์ การจราจร โดรน หรือ เซนเซอร์ทั่วไป เท่านั้น
ทว่าปัจจุบันได้มีการใช้งานมากขึ้น เช่น ระบบตรวจสอบภายในห้องโดยสาร (in-cabin monitoring) ระบบขนส่งทางราง อุปกรณ์เซนเซอร์อัจฉริยะภายในอาคาร หรือระบบเรดาร์ในโรงงานอุตสาหกรรม จึงได้อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 57 – 64 GHz เพิ่มเติม และขยายกำลังส่งของคลื่นความถี่ย่าน 24.05 – 24.25 GHz สำหรับระบบเรดาร์ และเป็นที่มาของการปรับปรุงและจัดทำ (ร่าง) ประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จำนวน 5 ฉบับ ดังนี้
1. (ร่าง) ประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์ จำนวน 3 ฉบับ คือ
1) (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้คลื่นความถี่และเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์ที่อนุญาตให้มีการใช้งานเป็นการทั่วไป
2) (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์ที่ไม่จำกัดประเภทการประยุกต์ใช้งาน
3) (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์สำหรับการจราจรและขนส่งทางบก

2. (ร่าง) ประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องวิทยุคมนาคมที่อนุญาตให้มีการใช้งานเป็นการทั่วไป จำนวน 2 ฉบับ คือ
4) (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้คลื่นความถี่และเครื่องวิทยุคมนาคมที่อนุญาตให้มีการใช้งานเป็นการทั่วไป (ฉบับที่ 2)
5) (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมที่อนุญาตให้มีการใช้งานเป็นการทั่วไป คลื่นความถี่ 57 – 64 GHz
พลอากาศโท ธนพันธ์ุ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเรดาร์ช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้นโดยเฉพาะยุคหลัง COVID-19 ที่เน้นการลดการสัมผัสโดยผ่านระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะต่างๆ แทน รวมทั้งมีการพัฒนาเทคโนโลยีระบบเรดาร์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ได้แก่ การตรวจจับวัตถุรอบคันเพื่อป้องกันการชน และ/หรือ ความปลอดภัยภายในห้องโดยสาร เช่น การตรวจจับความเหนื่อยล้า การป้องกันการลืมเด็ก ตลอดจนการใช้งานกับอุปกรณ์ภายในบ้านเพื่ออำนวยความสะดวก เช่น การตรวจจับสิ่งกีดขวางและเคลื่อนไหว การเปิด-ปิดสุขภัณฑ์ โดยที่เทคโนโลยีเรดาร์ยุคใหม่แม่นยำสูงจนถึงขั้นตรวจจับการขยับนิ้วได้
รวมไปถึงภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ตรวจวัดระดับความสูงหรือความเร็วของวัตถุที่ต้องการควบคุม เนื่องจากระบบเรดาร์มีความทนทานและเสถียรกว่าระบบกล้องหรือเลเซอร์ที่ขึ้นกับสภาพอากาศ ดังนั้นจึงได้เร่งรัดปรับปรุงคลื่นความถี่และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องให้เท่าทันเทคโนโลยี รองรับการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ต่อไป



