เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่กระทรวงแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน รับยื่นหนังสือจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อสะท้อนปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า ยอมรับว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานจริง กว่า 500,000 คน โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจสำคัญ จึงต้องเดินหน้า MOU กับเมียนมา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ยืนยันว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่ใช่ปัญหากับประชาชน ทั้งนี้จะเร่งนำประเด็นปัญหาดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้การนำเข้าและต่ออายุแรงงานต่างด้าวสามารถดำเนินต่อได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างเร่งหาตลาดแรงงานใหม่ คือต้องทำ MOU กับประเทศใหม่ ๆ ซึ่งมีเป้าหมายในบางประเทศแล้ว รวมถึงนำแรงงานต่างด้าวที่หลุดจากระบบมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง ซึ่งอาจจะต้องพิจารณากระบวนการผ่อนผันการขึ้นทะเบียน
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยราว 400,000 คน ในจำนวนนี้ประมาณ 200,000 คน ยังมีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนอีก 200,000 คน หลุดจากระบบการขึ้นทะเบียนในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานเตรียมผลักดันมาตรการนำแรงงานกลุ่มดังกล่าวกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง แต่ย้ำว่าต้องเป็นแรงงานเดิมที่อยู่ในประเทศ ส่วนการนำเข้าแรงงานกัมพูชาเข้ามาใหม่ยังไม่สามารถทำได้ เพราะยังติดข้อจำกัดจากสถานการณ์ชายแดนและด่านยังไม่เปิด
ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังเติบโตต่ำ ขณะที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี มีแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลายมิติ แต่ขณะนี้ประเทศไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทยอยเดินทางกลับจากปัญหาชายแดน รวมถึงถูกประเทศคู่แข่งดึงตัวไป นอกจากนี้ ยังพบว่าแรงงานจากเมียนมาที่เข้ามาใหม่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานหญิง ส่งผลให้โครงสร้างแรงงานขาดสมดุล
จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งต่ออายุแรงงานต่างด้าวตามระบบ MOU รวม 4 สัญชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย โดยไม่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง เพื่อรักษากำลังแรงงานเอาไว้ พร้อมผลักดันการเปิด MOU กับประเทศใหม่เพิ่มเติม เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และศรีลังกา เพื่อรองรับความต้องการแรงงานในอนาคต
นายพจน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ภาคบริการ ท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ก็เผชิญปัญหาหนักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ขาดแรงงานวัยหนุ่มสาว กระทรวงแรงงานจำเป็นต้องดำเนินนโยบายเชิงรุกให้สอดรับกับเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล
สำหรับตัวเลขขาดแคลนแรงงาน 500,000 คน เป็นความต้องการแรงงานเข้มข้นหรือกลุ่มไร้ทักษะฝีมือ ที่คนไทยไม่ทำ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม เกษตร บริการ และก่อสร้าง ไม่ใช่แรงงานทักษะสูงเพียงอย่างเดียว จึงขอให้รัฐบาลรักษาแรงงานกลุ่มเดิมที่อยู่ในประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามระบบ MOU รวม 4 สัญชาติ ได้แก่ เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ไม่ให้หลุดออกจากระบบ และเร่งเจรจากับประเทศใหม่ๆ เพื่อจัดทำ MOU เติมแรงงานชาติอื่นเข้ามาทดแทน โดยเฉพาะการทำกระบวนการนำเข้าแรงงานถูกกฎหมายให้สะดวก รวดเร็ว ส่วนแรงงานกัมพูชาจะนำเข้ามาใหม่ เห็นว่าต้องชะลอไปก่อน เนื่องจากด่านไม่เปิด.



