เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 69 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงความหมายของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่าหมายถึงกลุ่มการเมือง ที่อาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ (รธน.) 60 ซึ่งเปิดช่องให้กระบวนการเลือก สว. เป็นการเลือกกันเองและไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้กลุ่มการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซง และควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ เมื่อสามารถควบคุมวุฒิสภาได้ กลุ่มการเมืองดังกล่าว จะสามารถควบคุมการให้ความเห็นชอบบุคคล ที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหมด นำไปสู่การผูกขาดอำนาจ ครอบคลุมทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ กลุ่มการเมืองนี้มีเป้าหมายสองแนวทาง คือการขัดขวางไม่ให้เกิดกระบวนการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่เพื่อให้ รธน.60 ยังคงอยู่ต่อไป หรือหากต้องมีการจัดทำใหม่ จะต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่กลุ่มของตนสามารถผูกขาด การคัดเลือกผู้ร่าง และกำหนดเนื้อหาได้

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ร่างแก้ไข รธน.ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่เสนอให้การเห็นชอบเนื้อหาต้องใช้เสียง สว. ถึง 2 ใน 3 ว่า เป็นความพยายามรักษาอำนาจชี้ขาดไว้ที่ สว. ซึ่งค้านสายตาประชาชน เนื่องจาก สว.ชุดปัจจุบันไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า พรรค ภท.ประเมินว่าตนเองสามารถควบคุมเสียง สว. ได้ถึง 2 ใน 3 หรือไม่

ในส่วนของพรรค ปชน.มีกำหนดการยื่นร่างแก้ไข รธน.จำนวน 2 ร่างในสัปดาห์นี้ โดยยึด 3 หลักการ ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่าง การป้องกันการผูกขาด และการไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหา

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า หลักการดังกล่าวเคยผ่านการรับหลักการจากวุฒิสภาชุดก่อนมาแล้ว จึงต้องติดตามว่า สว.ชุดปัจจุบันจะลงมติในทิศทางใด โดยพรรคจะอาศัยมติของประชาชนจำนวน 21 ล้านเสียง ที่ออกเสียงประชามติสนับสนุนการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ เป็นแรงขับเคลื่อน เพื่อนำพาประเทศออกจากกรอบ รธน.60.