หลังจากเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) ได้เข้ายื่นหนังสือถึง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงกรรมการ กสทช. อีก 6 คนเรียกร้องให้ กสทช. เร่งจัดทำและประกาศ “แผนแม่บท และแผนนำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์ภายหลังการสิ้นสุดอายุใบอนุญาตปี พ.ศ. 2572” เนื่องจากที่ผ่านมา ภาคเอกชนได้พยายามทวงถาม และเสนอแนะนโยบายไปหลายครั้ง แต่จนถึงปัจจุบัน กสทช. ก็ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ออกมา นั้น

ล่าสุด ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ได้ออก “จดหมายเปิดผนึก” ชี้แจงต่อสาธารณชน ระบุว่า  ในฐานะ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ (ที่ไม่มีโฆษกเป็นตัวแทน) ดิฉันจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้สื่อสารกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนที่สนใจ เพื่อแสดงความโปร่งใสในการทำหน้าที่ในบางประเด็นที่ถูกตั้งคำถามโดยขอนำเสนอตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์  ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569-2573) และ แผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทยก่อน โดยจะขอสรุปให้เห็นภาพในสองส่วน คือขั้นตอนการดำเนินการ และ สาระสำคัญของแผน 

 I. ขั้นตอนการดำเนินการ และปัญหาที่ประสบ

ในส่วนของแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของกสทช.ที่จะต้องจัดให้มีตามมาตรา 27 ของพรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (2564) นั้น บอร์ดกสทช.ได้มีมติตั้งแต่ 20- 21 สิงหาคม 2568 ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 24/2568 (ต่อเนื่อง)  ให้นำร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569-2573) ที่ปรับปรุงตามความเห็นที่ประชุมไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และนำเสนอที่ประชุม กสทช. พิจารณาก่อนนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป (ปัจจุบัน ใช้แผนแม่บทฉบับเดิมไปพลางก่อน) 

ซึ่งก็ได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะระหว่าง 28 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2568 และในวันที่ 14 มกราคม 2569 จึงได้มีการบรรจุวาระสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569-2573) (วาระแผนแม่บทฯ) เข้าสู่ที่ประชุม กสทช. เป็นครั้งแรก ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 2/2569 

อย่างไรก็ดี เป็นเวลาเกือบสามเดือนที่การประชุมไปไม่เคยถึงวาระดังกล่าว แม้ดิฉันจะได้ทำหนังสือเร่งรัดไปทางท่านประธานกสทช.ทุกสัปดาห์ และทางตัวแทนภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะได้มายื่นหนังสือทวงถามเป็นระยะ ทั้งนี้ ตามระเบียบว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ประธานเท่านั้นที่มีอำนาจในการอนุมัติบรรจุวาระการประชุม (ข้อ 18) และในกรณีที่ประธานเห็นว่าวาระการประชุมเรื่องใดเป็นเรื่องสําคัญ จะสลับวาระขึ้นมาพิจารณา ก่อนก็ได้ (ข้อ 29) 

จวบจนในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 11/2569 ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่อง 4 วัน โดยในวันสุดท้ายคือวันที่ 8 เมษายน 2569 ในช่วงบ่ายของการประชุม ได้มีการพิจารณาไปถึงระเบียบวาระที่ 4.22 เรื่องสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2569-2573)  (วาระแผนแม่บทฯ) โดยที่ประชุม กสทช. ได้ใช้เวลาพิจารณาอยู่หลายชั่วโมงแต่นำไปสู่ข้อสรุปได้เพียง 2 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นการคุ้มครองจากข้อมูลบิดเบือน ข่าวลวง และเนื้อหาที่เป็นอันตราย และ ประเด็นที่ 2 ในยุทธศาสตร์ที่ 2 คือการจัดทำหลักเกณฑ์การประกอบกิจการเพื่อให้บริการภาพและเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งประธาน กสทช. ได้กล่าวปิดการประชุมระหว่างที่ยังพิจารณาระเบียบวาระนี้ไม่เสร็จ โดยบอกว่าจะกลับมาพิจารณาต่อในการประชุมครั้งต่อไป 

อย่างไรก็ดี ในการประชุมครั้งถัดมาในวันที่ 21-22 เมษายน 2569 (การประชุม กสทช. ครั้งที่ 12/2569) ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่อง 2 วัน ได้มีการบรรจุวาระอื่นๆขึ้นมาแทรกข้างหน้าวาระแผนแม่บทฯ จนสุดท้ายก็ไม่ได้พิจารณาวาระแผนแม่บทฯต่อ ทั้งนี้ ในตอนท้ายของการประชุม ดิฉันได้สอบถามถึงการนำวาระแผนแม่บทฯ ขึ้นมาพิจารณาต่อเนื่องจากยังมีประเด็นค้างอีกหลายประเด็น แต่ได้รับคำตอบว่า คงจะได้พิจารณาในครั้งถัดไป 

ซึ่งในการประชุมทุกครั้งหลังจากนั้นจนถึงในวันนี้คือ 26 พฤษภาคม 2569 ก็จะได้พบกับปรากฏการณ์แบบเดิมเสมอ คือมีวาระอื่นมาแทรก โดยมีทั้งวาระที่มีความเร่งด่วนในเรื่องเวลา และบางวาระที่ไม่ได้สะท้อนความเร่งด่วน โดยสรุป วาระแผนแม่บทฯนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงวาระค้างแต่เป็น “วาระที่คาการพิจารณา” อยู่เนื่องจากได้เริ่มพิจารณาไปแล้ว แต่ถูกเก็บคาไว้ไม่กลับไปพิจารณาต่อโดยไม่มีคำอธิบาย นับจนถึงวันนี้ ก็ถูกคามาประมาณใกล้สองเดือนแล้ว

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ระบุต่อว่า  สำหรับในส่วนของ วาระ Roadmap เพื่อเตรียมการก่อนสิ้นสุดใบอนุญาตโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลในเดือนเมษายน 2572 ซึ่งถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายนั้น ขอเรียนว่าดิฉันและทีมงานจากสำนักงานกสทช. ได้วางแผนในเรื่องนี้ไว้อย่างเป็นขั้นตอนและได้ทำมานานแล้ว โดยเริ่มจากโครงการศึกษาฉากทัศน์กิจการแพร่ภาพในอนาคตของไทยภายใต้สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป (A study on the future of television broadcast/audio-visual sector in Thailand under a rapidly changing digital evolution) ซึ่งจัดทำโดยทีมที่ปรึกษาจาก SCF Associates ซึ่งเป็นคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในยุโรปร่วมกับคณะนักวิจัยจากสถาบันการศึกษาในไทย ซึ่งได้ทำเสร็จสิ้นในกลางปี 2567 และมีการเผยแพร่ผลการศึกษาไปตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2567

แต่กว่าผลการศึกษาเรื่องฉากทัศน์ฯ จะได้รับมติเห็นชอบจากที่ประชุม กสทช. ให้นำไปจัดทำ Roadmap ทางทีมงานของสำนักงานกสทช.ก็ต้องทำการบ้านอย่างหนักและผ่านด่านต่างๆ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567ระหว่าง กสทช. และผู้บริหารสำนักงาน กสทช. เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง  หรือ การมีมติบอร์ดกสทช.เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 มอบหมายให้สำนักงานกสทช.ไปจัดทำข้อมูลฉากทัศน์เพิ่มเติมและกลับมานำเสนอบอร์ดใหม่ภายใน 60 วัน  

จนท้ายสุดที่บอร์ดกสทช.มีมติในวันที่  11 กันยายน 2568 รับทราบข้อมูลฉากทัศน์ในอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย แนวทางการกำกับดูแลและส่งเสริมการประกอบกิจการโทรทัศน์ตามเอกสารที่สำนักงาน กสทช. เสนอ และมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. นำกรอบเวลาและแนวทางการดำเนินการในมิติต่าง ๆ ภายใต้กฎหมายปัจจุบันไปจัดทำรับฟังความคิดเห็นและประเด็นข้อสังเกตจากที่ประชุมไปประกอบการพิจารณาดำเนินการจัดทำ (ร่าง) แผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย เพื่อเตรียมการก่อนสิ้นสุดใบอนุญาตโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลในเดือนเมษายน 2572 ทั้งนี้ ได้มีการจัด Focus Group สองครั้งคือเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม และ 3 พฤศจิกายน 2568 ก่อนจะนำผลมาเรียบเรียงและนำเสนอเป็นระเบียบวาระ (ร่าง) แผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพละเสียงของประเทศไทย เพื่อเตรียมการรองรับก่อนใบอนุญาตโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลหมดอายุในปี 2572 และได้บรรจุวาระเข้าที่ประชุมกสทช. ครั้งที่ 37/2568 ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นครั้งแรก 

ในวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 2/2569 ได้มีการพิจารณาระเบียบวาระ (ร่าง) แผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย ดังกล่าว โดยมติที่ประชุม มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. จัดทำข้อมูลโดยจำแนกประเด็นใน (ร่าง) แผนที่นำทางกิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย (พ.ศ.2569-257) ตามความเห็นของที่ประชุม และนำเสนอที่ประชุม กสทช. พิจารณาต่อไป 

จากวันที่ 14 มกราคมจนถึงวันนี้ 25 พฤษภาคม วาระนี้ก็ประสบชะตากรรมเดียวกับวาระแผนแม่บทฯ โดยถูกบรรจุไว้คู่กันและต่อเนื่องจากวาระแผนแม่บท หรือ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2569-2573) มาโดยตลอด 

สาระสำคัญของแผน  

ในส่วนของร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569–2572 ของ กสทช. มีสาระสำคัญที่มุ่งเน้นการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบและการคุ้มครองผู้บริโภคในโลกยุคใหม่ สรุปโดยสังเขปได้ดังนี้

1. วิสัยทัศน์และเป้าหมายหลัก

 วิสัยทัศน์: มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศการสื่อสารที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และเท่าเทียม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทย

 เป้าหมาย: ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านบริการกระจายเสียงและโทรทัศน์ที่เข้าถึงได้ มีเนื้อหาที่มีคุณภาพ และปลอดภัย โดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติและความหลากหลายทางวัฒนธรรม

2. ยุทธศาสตร์สำคัญ

ร่างแผนแม่บทฉบับนี้ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน ได้แก่:

1. ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) ที่เน้นส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีให้สามารถรองรับการรับชมผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย (Multi-platform) ทั้งแบบภาคพื้นดินและออนไลน์ และสนับสนุนการปรับตัวของผู้ประกอบการโทรทัศน์ดั้งเดิมให้สามารถแข่งขันและอยู่รอดในยุคที่ผู้บริโภคนิยมรับชมผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

2. ยุทธศาสตร์การคุ้มครองผู้บริโภคและการสร้างความเท่าเทียม ที่เน้นยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคจากเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ไปสู่การคุ้มครองจากข้อมูลบิดเบือน ข่าวลวง และเนื้อหาที่เป็นอันตราย การหลอกลวงออนไลน์ และการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงบริการของกลุ่มเปราะบางและผู้พิการให้มากขึ้น 

3. ยุทธศาสตร์การกำกับดูแลเชิงรุก ที่เน้นปรับปรุงกระบวนการกำกับดูแลให้มีความยืดหยุ่น ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมและเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม สร้างความสมดุลระหว่างการกำกับดูแลเนื้อหา กับเสรีภาพในการแสดงออก

4. ยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เน้นผลักดันให้กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริม Soft Power ของไทยสู่ตลาดโลกผ่านการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมให้มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

3. ประเด็นที่เน้นเป็นพิเศษ ได้แก่

• การกำกับดูแล OTT (Over-The-Top): ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการภาพและเสียง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันกับผู้ประกอบการในแพลตฟอร์มเดิม

• การสร้างโครงสร้างพื้นฐานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ที่มีความมั่นคงและเข้าถึงได้สำหรับประชาชน

• การส่งเสริมเนื้อหาคุณภาพ ผ่าน การสนับสนุนการผลิตรายการที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล และค่านิยมที่ดีของสังคม และสื่อที่วางใจพึ่งพาได้ของสังคม

โดยสรุปแผนแม่บทฉบับนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการกำกับดูแลแบบดั้งเดิม (ที่เน้นเฉพาะสื่อหลัก) ไปสู่การเป็น “ผู้สนับสนุนระบบนิเวศสื่อดิจิทัล” ที่เน้นความปลอดภัย คุณภาพที่เชื่อถือได้ การแข่งขันที่เป็นธรรม การเข้าถึงได้ของสาธารณะและการใช้ประโยชน์จากสื่อเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในฐานะอุตสาหกรรมสร้างสรรค์