เมื่อเวลา 14.19 น. วันที่ 27 พ.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่สุดในภูมิภาคเอเชีย 2569 (THAIFAX-ANUGA ASIA 2026) จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) ระหว่างวันที่ 26-30 พ.ค. นี้ พร้อมดึงผู้ซื้อและผู้นำเข้าอาหารกว่า 130 ประเทศทั่วโลก คาดสร้างมูลค่าการค้ากว่า 130,000 ล้านบาท ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มการค้าอาหารระดับนานาชาติ พร้อมดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอาหารของโลก

โดยนายกฯ กล่าวว่า อนุทิน คล้ายกับชื่อ Anuga ซึ่ง Anuga เป็นแบรนด์ระดับโลก งานนี้ไม่เพียงเป็นหนึ่งในนิทรรศการแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารโลก ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาหารได้กลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมงานอย่าง APAC และ Anuga Asia จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย เพราะเป็นเวทีที่รวบรวมภาครัฐ ภาคธุรกิจ พันธมิตร นวัตกรรม นักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการจากทั่วโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด สร้างความร่วมมือและเครือข่ายพันธมิตร รวมถึงร่วมกันกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมอาหาร

นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สุดของเรา ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูง ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากตลาดโลก จุดแข็งของเราไม่ได้อยู่เพียงแค่ทรัพยากรทางการเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบนิเวศการผลิตอาหารที่เข้มแข็ง มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ขณะเดียวกัน เราก็กำลังลงทุนเพื่ออนาคต รัฐบาลไทยกำลังผลักดันอย่างจริงจัง ด้านเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ โปรตีนทางเลือก การผลิตที่ยั่งยืน การใช้พลังงานสะอาด และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมอาหาร ความพยายามเหล่านี้สอดคล้องอย่างเต็มที่กับโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สำคัญของเรา ในด้านนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือด้านความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสำหรับภูมิภาคและของโลก

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับงาน Thaifex Anuga Asia ในปีนี้ ถือเป็นการจัดงานครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยพื้นที่จัดแสดงครอบคลุมถึง 12 ฮอลล์ และมีบริษัทผู้แสดงสินค้ามากกว่า 3,600 บริษัทจากทั่วทุกมุมโลก หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ ฮอลล์ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์เกิดใหม่ แนวคิดที่ก้าวล้ำ และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตรุ่นใหม่ ไม่เพียงสะท้อนว่าอุตสาหกรรมอาหารอยู่ ณ จุดใดในปัจจุบัน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงทิศทางที่กำลังมุ่งไปในอนาคต การเติบโตอย่างต่อเนื่องของงานนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างแข็งแกร่ง ที่ภาคธุรกิจทั่วโลกมีต่อประเทศไทย และต่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหารแห่งเอเชีย เรากำลังตอกย้ำจุดยืนของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารชั้นนำของโลก พันธมิตรทางการค้า และผู้มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก

นายกฯ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างมาก ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เครือข่ายธุรกิจที่มีพลวัต และการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้าและธุรกิจระหว่างประเทศชั้นนำ โดยเหนือสิ่งอื่นใด คนไทยรักอาหารอย่างแท้จริง และผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น อาหารเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการต้อนรับของเรา เราให้ความสำคัญอย่างลึกซึ้งกับคุณภาพ รสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่มอบให้แก่ผู้อื่น ผมเชื่อว่าความหลงใหลนี้ คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคและพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลก ผมมั่นใจว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากงานนี้ จะนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายกฯ ได้เดินเยี่ยมชมบูธต่างๆ ภายในงาน พูดคุยกับผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์ และนักธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทย รวมถึงการพัฒนาคุณภาพอาหารและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร โดยระหว่างเดินเยี่ยมชมบูธ นายกฯ ได้แวะบูธกาแฟ โดยได้สั่งอเมริกาโน่ร้อนไม่หวาน โดยนายกฯ ได้หยิบเงินจ่ายเอง ก่อนจะเดินเยี่ยมชมและชิมผลิตภัณฑ์ตามบูธต่างๆ พร้อมบอกด้วยว่า “อิ่มมากแล้ว เดี๋ยวจะแอบมาเดิน”
ขณะเดียวกันนายกฯ ยังเดินมายังบูธขายข้าวสาร โดยสนใจสอบถามราคาข้าวสาร ซึ่งทางเจ้าของบูธบอกว่า ขณะนี้ราคาข้าวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตออกมาน้อย และส่วนหนึ่ง เพราะเข้าสู่ฤดูแล้ง ทำให้ราคาข้าวชนิดต่างๆ เริ่มปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกันนี้ระหว่างเดินเยี่ยมชมบูธ ได้มีผู้ที่มาร่วมงาน ได้ตะโกนเรียกนายกฯ ด้วยว่า “ลุงหนู”



