กรณีปราบปราม “นอมินี” บนเกาะพะงัน-เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จนไปพบอีกเบาะแสว่ามี ชาวอิสราเอล แห่เข้ามาลงทุนทำหลากหลายธุรกิจ โดยเฉพาะบนเกาะพะงัน มีบางคนปักหลักมานานจนยื่นขอสัญชาติไทยตามขั้นตอน พ.ร.บ.สัญชาติ ปี 2508 รวมไปถึงสมรสกับชาวไทย ล่าสุดเตรียมไล่สอบย้อนหลังข้อมูลธุรกิจ ชาวอิสราเอล สัญชาติไทย เนื่องจากพบความผิดปกติ ตัวเลขบัญชีทรัพย์สิน-เงินลงทุน-บัญชีขาดทุน หนำซ้ำบางบริษัทไม่เคยมีรายงานงบดุลทางบัญชี หวั่นทำธุรกรรมอำพรางตัวเลขลงทุนประกอบธุรกิจ หวังให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทยหรือไม่
แฉ ‘นอมินี-ยิว’ ทำธุรกิจ ‘พะงัน-สมุย’ หลายรูปแบบ เหตุปักหลักในไทยมานานกว่า 10 ปี จนได้สัญชาติ
ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 29 พ.ค. นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษก กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เปิดเผยว่า กรณีการได้สัญชาติไทยของชาวอิสราเอล จากกระทรวงมหาดไทย จากข้อมูลในปี 2560 เป็นประเด็นสำคัญ ที่ต้องมีการตรวจสอบว่าเป็นการได้สัญชาติแบบไหน ถูกต้องทำกฎหมายของการได้มาซึ่งสัญชาติไทยหรือไม่ เพราะหากไม่ถูกต้องก็อาจยื่นถอนสัญชาติไทยได้ ซึ่งเรื่องนี้ตนจะนำเข้าหารือด่วนใน กมธ.การทหารและความมั่นคงฯ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา พร้อมจะต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลด้วย
จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังพบว่า มีการว่าจ้างสำนักงานบัญชีและกฎหมายบางแห่ง เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนนิติบุคคลถึง 500 แห่ง เชื่อมโยงใยกันทั้งจากเกาะภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ไปจนถึง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.แม่สอด จ.ตาก มีการซื้อที่ดินเพื่อเตรียมขยายฐานการสร้างชุมชนในไทยอย่างถาวร การเข้ามาถือครองที่ดิน โดยใช้ “นอมินี” ที่เป็นคนไทย 51% ตามกฎหมาย แต่อาจมีบางธุรกิจที่หลบเลี่ยงกฎหมายไม่อนุญาต สิ่งที่จะตามมาในอนาคต คือการขัดแย้งทางวัฒนธรรม ระหว่างคนในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ชาวอิสราเอล หรือยิว ค่อนข้างมีความแตกต่างจากชาวต่างชาติอื่นๆ คือการเข้ามาเป็นกลุ่มก้อน เมื่อตั้งชุมชนตัวเองได้แล้วจะก่อสร้างศาสนสถานของตัวเอง

ประเด็นลักษณะนี้ได้เคยเกิดขึ้นแล้วบนเกาะชื่อดัง ในประเทศฟิลิปปินส์ กลุ่มชาวอิสราเอลใช้นอมินีกว้านซื้อที่ดินเข้าไปตั้งถิ่นฐาน จนสุดท้ายวันนี้เกาะดังกล่าวถูกเรียกว่า “ลิตเติ้ลอิสราเอล” ไปแล้ว อาจเป็นภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในการตรวจสอบดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการถือครองที่ดิน การลงทุนในธุรกิจต่างๆ ที่แย่งอาชีพคนไทย ที่สำคัญต้องวางระบบในการป้องกันการเข้ามาที่ผิดกฎหมาย ก่อนที่ความเสียหาย และปัญหาความมั่นคงของชาติจะลุกลามขยายวงไปมากกว่านี้
สำหรับการได้สัญชาติไทย ตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 10 กรณีขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ของคนต่างด้าวทั่วไป มีหลักเกณฑ์ คือ 1.เป็นคนต่างด้าวทั่วไป 2.บรรลุนิติภาวะแล้ว 3.มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร 4.มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยนับจากการที่ได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือหลักฐานทางทะเบียนราษฎร 5.มีอาชีพสุจริต โดยต้องมีหนังสือรับรองการประกอบอาชีพจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวหรือสำนักงานจัดหางานจังหวัด โดยจะต้องมีรายได้ ดังนี้ คือกรณีไม่มีความเกี่ยวพันกับประเทศไทย ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 80,000 บาท/เดือน และ กรณีมีความเกี่ยวพันกับประเทศไทย เช่น สมรสกับบุคคลที่มีสัญชาติไทย หรือมีบุตรเป็นบุคคล สัญชาติไทย หรือจบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจากสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท/เดือน 6.มีหลักฐานการเสียภาษีมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี 7.มีหนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้ 8.มีความรู้ภาษาไทย โดยสามารถพูดภาษาไทยและฟังภาษาไทยเข้าใจ และ 9.มีความประพฤติดี โดยต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมพฤติการณ์ทางการเมือง ยาเสพติด และพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตามทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลาง ยังได้รับแจ้งจากบรรดาแหล่งข่าว เป็นกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่พักบนเกาะพะงันว่า มองเห็นความผิดปกติ ตั้งแต่ปี 2563 ที่เราเปิดการท่องเที่ยว หลังผ่านวิกฤติโควิด มีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวปักหลักบนเกาะพะงันจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะไปรวมตัวกันที่อ่าวศรีธนู หรือโซนอิสราเอล มีชาบัดหรือโบสถ์ชาวยิว เป็นศูนย์รวมดำเนินการกิจกรรม ธุรกิจรับรองโคเซอร์ ตามหลักศาสนา นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการโฆษณาเชิญชวนผ่านทางเว็บไซต์ให้ร่วมบริจาคเพื่อสร้างโบสถ์ยิวอีก 7 แห่งในไทย.



