นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย ร่วมกันนำเสนอข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อชี้แจงให้สื่อมวลชนทราบถึงประเด็นสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ สถานการณ์สงครามยูเครน-รัสเซีย และความสัมพันธ์ทวิภาคียูเครน-ไทย

สำหรับประเด็นแรก ท่านอุปทูตเซเมนอฟ กล่าวถึงสถานการณ์โดยทั่วไปในยูเครนว่า รัสเซียยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติปฏิบัติการทางทหารในเร็ว ๆ นี้ และยังคงมีเป้าหมายที่จะทำลายความเป็นรัฐของยูเครน รวมถึงบั่นทอนความมั่นคงระดับโลก ส่วนสถานการณ์ที่แนวหน้าของการสู้รบในปัจจุบัน ยังคงมีความท้าทาย

ท่านอุปทูตกล่าวว่า เมืองหลายแห่งในยูเครน ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อปี 2565 และขอบเขตของการโจมตีเหล่านั้นขยายวงกว้างครอบคลุมทั่วภูมิภาค โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียโจมตีเมืองและชุมชนของยูเครน ด้วยโดรนและขีปนาวุธประเภทต่าง ๆ ประมาณ 1,700 ครั้ง และ 92 ครั้ง ตามลำดับ ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 30 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย

อนึ่ง ท่านอุปทูตเซเมนอฟ ระบุว่า รัสเซียพุ่งเป้าโจมตีที่อยู่อาศัย โรงเรียน อาคารรัฐบาล และสถานที่ต่าง ๆ ในยูเครน ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางทหาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนที่สำคัญ ทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง ความปลอดภัย และบริการสาธารณะพื้นฐาน เพื่อก่อความไม่สงบต่อชีวิตประจำวันของชาวยูเครนหลายล้านคน และบ่อนทำลายความสามารถในการฟื้นคืนสู่สภาพเดิม

ยิ่งไปกว่านั้น ยูเครนยังพบว่า รัสเซียพึ่งพาการสนับสนุนจากประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น อิหร่าน เกาหลีเหนือ และเบลารุส ซึ่งประเทศเหล่านี้มอบความช่วยเหลือให้กับรัฐบาลมอสโกในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความร่วมมือทางทหารโดยตรง การสนับสนุนทางเทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติในปฏิบัติการรบ

ในช่วงท้ายของการแถลงเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน ท่านอุปทูตเซเมนอฟกล่าวว่า ยูเครนต้องการยุติสงครามและฟื้นฟูสันติภาพมากกว่าใคร ๆ อย่างไรก็ตาม สันติภาพดังกล่าวต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน

นอกจากนี้ ท่านอุปทูตยังระบุว่า ยูเครนเตรียมพร้อมสำหรับการหยุดยิงที่ครอบคลุม ไม่มีเงื่อนไข และมีผลบังคับใช้ในทันที รวมถึงมีความเต็มใจที่จะประนีประนอม โดยไม่แลกกับการสูญเสียเอกราชหรืออธิปไตยของประเทศ อีกทั้งชาวยูเครนต่างต้องการสันติภาพ แต่จะไม่ยอมรับคำขาดจากรัสเซีย อาทิ การถอนกำลังทหารยูเครน และการยอมรับดินแดนที่ถูกยึดครองชั่วคราว

สำหรับประเด็นความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างยูเครนกับประเทศไทย ท่านอุปทูตเซเมนอฟ กล่าวว่า ยูเครนยอมรับบทบาทของประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีความสนใจในความร่วมมือกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “อาเซียน” โดยเฉพาะการได้รับสถานะคู่เจรจาเฉพาะสาขาของอาเซียน

เมื่อไม่นานมานี้ ยูเครนเริ่มดำเนินการเตรียมจัดการการประชุมปรึกษาหารือทางการเมืองครั้งแรกในอนาคตอันใกล้ ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของยูเครนและประเทศไทย รวมถึงรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งต่อจุดยืนของประเทศไทย ในการสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน

ท่านอุปทูตเซเมนอฟ แสดงความขอบคุณรัฐบาลประเทศไทย สำหรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา พร้อมกับเสริมว่า ยูเครนให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการพัฒนาความร่วมมือระหว่างรัฐสภากับประเทศไทย ซึ่งจะสามารถเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาของทั้งสองประเทศได้

อีกทั้งท่านอุปทูตยังขอความกรุณาฝ่ายประเทศไทย ให้จัดทำมาตรการบางประการ เพื่อเข้าร่วมโครงการริเริ่มต่าง ๆ ของยูเครน โดยยืนยันว่าโครงการเหล่านี้ไม่ขัดแย้งกับจุดยืนของประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ และการมีส่วนร่วมของประเทศไทยจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

สุดท้ายนี้ ท่านอุปทูตเซเมนอฟ แสดงความคิดเห็นว่า พวกเราอยู่ในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น การแสดงออกและการแจ้งข้อมูลให้ทราบซึ่งกันและกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยท่านอุปทูตเชื่อมั่นว่า แม้ยูเครนและประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคที่แตกต่างกันของโลก แต่ทั้งสองประเทศมีกฎระเบียบและจุดยืนที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งยูเครนมองว่า ประเทศไทยมีจุดยืนที่ยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ.