วัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร จัดพิธีถวายกองทุนนิตยภัตร ครั้งที่ 149 ปีที่ 13 ประจำเดือนพ.ค.2569 เพื่ออุปถัมภ์พระสงฆ์ สามเณร และแม่ชี ที่ศึกษาเล่าเรียนบาลีสนามหลวงกว่า 800 รูป นำโดยศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ, ศ.ดร.โชติกา รามบุตร, ดร.สมหมาย วังเกล็ดแก้ว พระมหาวุฒิไกร ปุณฺณวุฑฺฒิ, พระครูสมุห์กันตพัฒน์ สุภทฺโท รองเจ้าอาวาสวัดคลองเตยนอก และพระสมุห์สมชาย ชวนปญฺโญ เลขานุการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดนายโรง ทั้งยังได้รับความเมตตาจากพระธรรมทูตจากต่างแดนที่ส่งปัจจัยข้ามทวีปมาร่วมสมทบทุน อาทิ ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ จากวัดพุทธปัญญา สหรัฐอเมริกา และพระครูรัตนปัญญาวิเทศ เจ้าอาวาสวัดรัตนปัญญา รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นต้น ทั้งยังมีภาคประชาชนและองค์กร รวมถึงนายกรณ์ มีดี สส.เขต 4 นนทบุรี ร่วมถวายปัจจัยในครั้งนี้ รวมคณะเจ้าภาพทั้งสิ้น 18 คณะ รวมเป็นจำนวน 934 ทุน ทุนละ 500 บาท รวม 467,000 บาท โดยมี ศ.ดร.อุทิส เป็นประธานนำกล่าวถวายทุน เมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา  

พระพรหมวชิโรดม เจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยาราม กล่าวสัมโมทนียกถา ว่า สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม ได้ประกาศความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ระดับประเทศ โดยผลการสอบพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ประจำปี 2569 สำนักเรียนวัดโมลีโลฯ สามารถสอบผ่านทุกชั้นประโยค (ประโยค 1-2 ถึงป.ธ.9) รวมทั้งสิ้น 392 รูป นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่และทุบสถิติสูงสุดของประเทศไทย ทั้งยังถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการคณะสงฆ์ไทย คือ มีผู้สอบผ่านชั้นประโยคสูงสุด ป.ธ.9 สูงถึง 26 รูป แบ่งเป็น พระภิกษุ 13 รูป, สามเณร 12 รูป และแม่ชี 1 คน (บาลีศึกษา 9) โดยเฉพาะการที่มีสามเณรสามารถสอบผ่าน ป.ธ.9 ในปีเดียวกันถึง 12 รูปนั้น ถือเป็นสถิติใหม่ของประเทศที่ไม่เคยมีสำนักเรียนใดทำได้มาก่อน ซึ่งสามเณรเหล่านี้จะได้รับการสถาปนาเป็น “นาคหลวง” ต่อไป ซึ่งเมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในการทรงตั้งเปรียญธรรม 9 ประโยค และ 6 ประโยค ณ พระบรมมหาราชวัง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“พระภิกษุสามเณรเหล่านี้คือ ศาสนทายาท ที่จะสืบทอดและเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่ให้สูญหาย การที่ญาติโยมมาร่วมถวายทุน ถือเป็นการตอบแทนคุณพระพุทธศาสนาและมอบกำลังใจอันยิ่งใหญ่” เจ้าอาวาสวัดโมลีฯ กล่าว

พระมหาวุฒิไกร ปุณฺณวุฑฺฒิ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโมลีฯ อาจารย์ประจำสำนักเรียนวัดโมลีฯ กล่าวว่า อยากให้ประชาชนลองมาสัมผัสและเปิดใจศึกษาภาษาบาลี ซึ่งที่วัดโมลีฯ มีการเปิดกว้างรับผู้เรียนทุกเพศทุกวัย โดยมีผู้เรียนตั้งแต่อายุ 6 ขวบไปจนถึง 90 ปี เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าถึงแก่นแท้และร่วมกันสืบสานรากฐานของคำสอนทางพระพุทธศาสนาต่อไป

ด้านนายกรณ์ มีดี กล่าวว่า วัดโมลีฯ มีความโดดเด่นในการให้โอกาสทางการศึกษา โดยได้นำเด็กกำพร้า เด็กยากจน และเด็กที่ถูกทอดทิ้ง มาบวชเรียน ขัดเกลาจิตใจด้วยพระธรรม ซึ่งหากปล่อยไว้อาจตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดหรือเป็นปัญหาสังคม แต่ทางวัดได้ชุบชีวิตใหม่ให้กลายเป็นคนดีและเป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนา ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการถวายเงินสดแด่พระภิกษุสามเณรนั้น ในยุคปัจจุบัน พระเณรมีความจำเป็นต้องใช้ปัจจัยในการเดินทางและดำรงชีพ โดยเฉพาะการบวชเรียนในกรุงเทพฯ หากไม่มีทุนทรัพย์สนับสนุนจากญาติโยม การศึกษาของพระเณรก็คงดำเนินไปได้ยากลำบาก การถวายกองทุนนิตยภัตรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง