เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. น.ส.สุพรรณิการ์ วงชาดา อายุ 50 ปี ผู้เสียหาย และลูกสาว พร้อมด้วย นายธมนันท์ แตงทิม หรือ จ่าคิงส์ สะพานใหม่ บุกร้องกองบังคับการปราบปราม หลังซื้อบ้านกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านบางเขน ผ่อนชำระมานานกว่า 7 ปี รวมเป็นเงินเกือบ 2 ล้านบาท แต่เมื่อถึงกำหนดนัดโอนกรรมสิทธิ์กลับถูกบริษัทประวิงเวลา ก่อนอ้างว่าหาโฉนดไม่เจอ ซ้ำต่อมามีหมายศาลมาติดหน้าบ้าน ระบุบ้านหลังดังกล่าวอยู่ในกระบวนการฟ้องร้อง ทำให้หวั่นถูกขายทอดตลาด ทั้งที่ยังอาศัยอยู่และผ่อนชำระมาโดยตลอด

น.ส.สุพรรณิการ์ เปิดเผยว่า ตนซื้อบ้านหลังดังกล่าวกับบริษัทโดยตรง ไม่ได้ผ่อนผ่านธนาคาร หลังเห็นประกาศขายบ้านในหมู่บ้านเสนา ซึ่งอยู่ติดกับบ้านของมารดา จึงติดต่อเข้าไปดูบ้าน ก่อนทำสัญญาซื้อขายกับบริษัท โดยบริษัทระบุว่าต้องผ่อนชำระอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป จึงจะสามารถปิดบ้านและโอนกรรมสิทธิ์ได้ ขณะนั้นบริษัทมีสำนักงาน มีเอกสารสัญญา และหลักฐานการชำระเงินครบถ้วน ทำให้เชื่อมั่นว่าเป็นการซื้อขายที่ถูกต้อง

ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี ผู้เสียหายผ่อนชำระเดือนละ 18,600 บาท รวมเป็นเงินเกือบ 2 ล้านบาท กระทั่งช่วงเดือนธันวาคม 2568 ได้นัดหมายกับบริษัทเพื่อขอโอนบ้านในเดือน ม.ค. 69 แต่บริษัทขอเลื่อนเป็นเดือน ก.พ. จากนั้นก็เลื่อนมาเรื่อยๆ โดยไม่มีการติดต่อกลับ เมื่อโทรศัพท์ไปก็ไม่มีผู้รับสาย จนต้องเดินทางไปที่บริษัทด้วยตนเอง กระทั่งได้รับคำตอบว่าบริษัทหาโฉนดไม่เจอ ทำให้เริ่มเอะใจว่ามีความผิดปกติ

ต่อมามีหมายศาลมาติดหน้าบ้าน ระบุว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ฟ้องร้องบริษัทที่เป็นผู้ขายบ้าน ทำให้ตนเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวอาจมีปัญหา และบ้านที่ตนผ่อนชำระอยู่อาจถูกนำเข้าสู่กระบวนการขายทอดตลาด ทั้งที่ตนซื้อบ้านและชำระเงินมาโดยตลอด

น.ส.สุพรรณิการ์ ระบุว่า ภายหลังเกิดเหตุได้เดินทางไปร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ซึ่งแจ้งว่าจะเรียกบริษัทเข้ามาไกล่เกลี่ยภายใน 45 วัน แต่ผ่านมากว่า 3 เดือน นับตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. 2569 ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ ขณะเดียวกันได้ไปแจ้งความที่ สน.บางเขน แล้ว แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า แม้จะเดินทางไปติดตามเรื่องหลายครั้ง ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

“บ้านคือความฝันของทุกคน ไม่ว่าจะหลังเล็กหรือหลังใหญ่ ทุกคนก็อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่พอเราซื้อแล้ว โอนไม่ได้ เงินก็จ่ายไปแล้ว แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน” น.ส.สุพรรณิการ์ กล่าว

น.ส.สุพรรณิการ์ ยังระบุว่า หลังทราบว่าบ้านอาจถูกขายทอดตลาด จึงปรึกษาทนายความ และยื่นคำร้องต่อศาลเป็นกรณีฉุกเฉิน เพื่อขอให้งดการขายบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งศาลมีคำสั่งให้ระงับการขายโดยไม่มีกำหนด ทำให้ขณะนี้รู้สึกอุ่นใจขึ้นบางส่วน แต่ยังต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว

น.ส.สุพรรณิการ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการออกมาเปิดเผยเรื่องราว พบว่ามีผู้เสียหายอีกหลายรายที่ประสบปัญหาคล้ายกันกับบริษัทเดียวกัน บางรายอาจยังไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากที่ใด หรือเคยไปร้องเรียนแล้วแต่เรื่องเงียบ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกับประชาชนจำนวนมาก

น.ส.สุพรรณิการ์ ฝากเตือนไปยังประชาชนที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้าน โดยเฉพาะการซื้อบ้านผ่อนตรงกับบริษัทว่า ควรตรวจสอบเอกสารกรรมสิทธิ์ โฉนด และสถานะทางกฎหมายของบ้านให้รอบคอบ อาจตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินก่อนตัดสินใจ เพราะการมีสัญญาซื้อขายและหลักฐานการชำระเงินเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันความเสี่ยงได้

“เราไม่ได้เรียนกฎหมาย เราคิดแค่ว่ามีสัญญา มีเอกสารครบ บริษัทดูน่าเชื่อถือก็น่าจะพอ แต่สุดท้ายมันไม่พอจริง ๆ อยากให้ทุกคนเช็กให้ดี ตัดสินใจช้าๆ เพราะถ้าเกิดปัญหา บ้านที่เป็นความฝันอาจกลายเป็นความทุกข์ของทั้งครอบครัว” น.ส.สุพรรณิการ์ กล่าว.