ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ยากจะควบคุม สิ่งหนึ่งที่สะท้อนกลับมาเป็นภาระค่าครองชีพของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเวลานี้คือ “บิลค่าไฟ” ข้อมูลเชิงลึกจาก ทรูบิสิเนส เผยสถิติสำคัญว่า ค่าไฟภาคครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นถึง 38% เมื่อเทียบปีต่อปี คนไทยต้องแบกรับภาระค่าไฟเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 8,000 บาทต่อปีต่อครัวเรือน จนกลายเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของผู้บริโภค ขณะที่ภาคธุรกิจอย่าง SME ต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักหน่วง ซึ่งค่าไฟที่สูงขึ้นอาจไม่ได้มาจากราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “พลังงานสูญเปล่าที่มองไม่เห็น” หรือ “Invisible Waste” ที่แฝงอยู่ในบ้าน อาคาร และธุรกิจ SME กลายเป็นต้นทุนเงียบที่ซ้ำเติมค่าครองชีพและกดดันความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย มีผลให้อัตราการทำกำไร (Profit Margin) ลดลงไปถึง 70% โดย ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำเสนอมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy: เมื่อสัญญาณคือพลังงานใหม่ที่เชื่อม IoT และ AI เพื่อคนไทย” ไฮไลต์บทบาทของเครือข่ายอัจฉริยะที่เชื่อมโยงเข้ากับเทคโนโลยี AI และ IoT ปฏิวัติ Smart Energy ยุค AI เผยศักยภาพของ Connectivity ที่จะเป็นกลไกสำคัญช่วยพลิกฟื้นวิกฤตพลังงาน ด้วยการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อกู้คืนต้นทุนให้แก่คนไทย ภาคธุรกิจ และประเทศไทย ในงาน Life x Energy 2026: ชีวิตกับพลังงาน ซึ่ง TNN Earth จัดขึ้น โดยมี นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงาน
ตีแผ่ “Invisible Waste” ต้นทุนแฝง 30-40% จากพลังงานสูญเปล่า ที่ซ่อนอยู่ในบ้านและธุรกิจ
ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้เท่านั้น หากแต่ยังเกิดจาก “พลังงานสูญเปล่าที่มองไม่เห็น” (Invisible Waste) มากถึง 30-40% ซึ่งแฝงตัวอยู่ทั้งในภาคครัวเรือนและสถานประกอบการในกลุ่ม SME โดยมี 4 สาเหตุใหญ่ ได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ในโหมดสแตนด์บายตลอดเวลา (Always-on Standby) ทำให้พลังงานสูญเปล่า 12%, ความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ขาดเซ็นเซอร์ควบคุมอย่างแม่นยำ ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานราว 9% ขณะที่กระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากอุปกรณ์ที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพ คอยลดทอนประสิทธิภาพ ทำให้สูญเสียพลังงานประมาณ 8% รวมถึงระบบแสงสว่างหรือเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้ในพื้นที่ที่ไม่มีการใช้งาน เกิดพลังงานสูญเปล่าราว 6% ปัจจัยเหล่านี้รวมกัน กลายเป็นต้นทุนด้านพลังงานมหาศาลที่กระทบต่อเศรษฐกิจครัวเรือนทั้งยังฉุดรั้งขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยจากต้นทุนค่าพลังงานที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

สถาปัตยกรรมเทคโนโลยี 3 ขั้น สู่ Smart Energy เพื่อการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า
วันนี้ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเครือข่ายสื่อสารอัจฉริยะทวีบทบาทสำคัญ เป็นรากฐานของการเชื่อมต่อทุกเทคโนโลยีในระบบพลังงานยุคใหม่ เพื่อให้ภาคครัวเรือน รวมถึงธุรกิจ สามารถควบคุมและบริหารจัดการพลังงานได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยระบบ Smart Energy ในยุค AI เกิดขึ้นได้ด้วยการเชื่อมโยงสถาปัตยกรรมเทคโนโลยี 3 ขั้น (3 Stacks of Smart Energy) ดังนี้
SENSE — มีหัวใจสำคัญ คือ การรับรู้ทุกยูนิตของการใช้พลังงาน ด้วยศักยภาพของเครือข่ายทรู 5G, ไฟเบอร์ และ NB-IoT ที่สามารถเชื่อมต่อทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น มาตรวัดอัจฉริยะ (Smart Meters) และกล้องวงจรปิดระบบ AI Vision เข้าด้วยกัน จึงยกระดับความสามารถในการเก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและพฤติกรรมการใช้งานในทุกพื้นที่ได้อย่างละเอียด
DECIDE — นำระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจลงมือทำแทนมนุษย์ได้อัตโนมัติ (AI Agents) มาใช้ช่วยรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์การใช้พลังงานได้แบบเรียลไทม์ ผ่านเทคโนโลยีที่หลากหลาย อาทิ Sovereign AI Agents, Digital Twins และ Edge Cloud เป็นต้น
ACT — เปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก (Insight) ให้กลายเป็นการควบคุมและลดค่าใช้จ่ายได้จริง ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะช่วยคาดการณ์และสั่งการอุปกรณ์ต่างๆได้อัตโนมัติแบบไร้รอยต่อ พร้อมหน้าจอแสดงผลเพื่อติดตามการใช้พลังงาน จึงช่วยให้เจ้าของบ้านหรือสำนักงานสามารถปรับแต่งการใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสม คุ้มค่า และประหยัดค่าใช้จ่าย

บทพิสูจน์ความสำเร็จของระบบพลังงานอัจฉริยะ: บ้านลดค่าไฟ ธุรกิจลดต้นทุน อาคารลด OPEX
ทรูบิสิเนส ได้พิสูจน์ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy” ถ่ายทอดความสำเร็จผ่านหลากหลายกรณีศึกษา (Use Case) ที่ประจักษ์ชัดว่าสามารถลดต้นทุนพลังงานได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนลงถึง 15-25% ต่อเดือน โดยผสานการทำงานร่วมกันของระบบอัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (Networked Chargers) ช่วยบริหารจัดการช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยระบบจะเลือกชาร์จเฉพาะในช่วงเวลาที่มีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำที่สุด (Off-Peak) อัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการจัดสรรระบบโซลาร์เซลล์ที่ดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพในช่วงเวลาที่มีปริมาณความเข้มแสงสูงสุด รวมถึงการตัดกระแสไฟฟ้าของอุปกรณ์ต่างๆ ในพื้นที่ที่ไม่มีผู้ใช้งาน เป็นต้น
ออฟฟิศ/อาคารอัจฉริยะ (Smart SME/Building) ครอบคลุมกรณีศึกษาในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ
ธุรกิจค้าปลีก (Retail) นำร่องใช้งานไปแล้วกว่า 1,000 ร้านค้า สามารถประหยัดพลังงานจากการควบคุมระบบทำความเย็น แสงสว่าง และเครื่องปรับอากาศได้ถึง 22%
ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage / Restaurant) การติดตั้งเซ็นเซอร์อัจฉริยะตรวจวัดเพื่อคาดการณ์การบำรุงรักษาอุปกรณ์ (Predictive Maintenance) ช่วยลดความเสี่ยงของการชำรุดและลดโอกาสที่ระบบต้องหยุดชะงัก (Downtime) ลงได้ถึง 30%
อาคารสำนักงาน (Office) การใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการใช้งานพื้นที่ ช่วยปรับลดการใช้พลังงานหลังเวลาทำการที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ลงได้ 28%
โรงงานและอุตสาหกรรม (Factory & Industrial) การเชื่อมต่อความเร็วสูงช่วยให้ระบบการผลิตอัจฉริยะสามารถสับเปลี่ยนช่วงเวลาทำงานของเครื่องจักรหนักที่มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานสูงไปอยู่ในช่วง Off-Peak ได้แบบอัตโนมัติ ช่วยลดการใช้พลังงานจำเพาะลงได้ 18% กิโลวัตต์-ชั่วโมง ต่อหน่วย

จาก Smart Business สู่ Smart City เพื่อความยั่งยืนระดับมหภาค: เมื่อ Connectivity ช่วยเมืองใช้พลังงานฉลาดขึ้น
ดร.ธีรเดช กล่าวย้ำว่า “Connectivity” นอกจากจะเป็นรากฐานของการเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจแบบดั้งเดิมไปสู่ Smart Business ด้วยองค์ประกอบของเทคโนโลยียุคใหม่ อย่าง Unified Dashboard หน้าจอแสดงค่าการใช้พลังงานที่ช่วยสอดส่องและตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ตลอดเวลา ทำงานร่วมกับระบบสลับแหล่งจ่ายไฟอัจฉริยะ (Smart Source Switching) และระบบลดการใช้ไฟฟ้าช่วงความต้องการสูง (Automated Peak Shaving) เพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในองค์กรธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น Connectivity ยังขยายขอบข่ายเชื่อมโยงไปสู่การสร้างเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ที่ครอบคลุมการดูแลและอำนวยความสะดวกเพื่อคนเมือง อาทิ การนำขีดความสามารถของเครือข่ายสัญญาณไปขับเคลื่อนระบบควบคุมไฟแสงสว่างอัจฉริยะ (Smart Lighting), การใช้ 5G จัดการระบบสัญญาณไฟจราจร เพื่อลดอัตราควันพิษสะสม (Traffic Flow) รวมถึงยกระดับโครงข่ายขนส่งสาธารณะ และระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนขยะและท่อประปารั่วไหลรอบเมือง เป็นต้น

สร้าง Ripple Effect จากครัวเรือน — ธุรกิจ — เมือง สู่ความยั่งยืนของประเทศ
เป้าหมายของยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy” ไม่ใช่เพียงการลดตัวเลขในบิลค่าไฟเท่านั้น แต่ ทรูบิสิเนส มุ่งนำศักยภาพเครือข่ายสัญญาณและการเชื่อมต่อ ร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ต่อเนื่องในวงกว้างออกไปใน 3 มิติ คือ 1) การช่วยภาคครัวเรือน ลดภาระค่าครองชีพได้โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน 2) ช่วยประหยัดงบประมาณของทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจจากพลังงานสูญเปล่า ด้วยเป้าหมาย Zero Utility Waste และ 3) ดึงศักยภาพการเชื่อมต่อและดิจิทัล ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาโลกร้อน โดยมีดัชนีชี้วัดการลดก๊าซคาร์บอนที่จับต้องได้จริง (Quantifiable Carbon Cuts) โดย ทรูบิสิเนส พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงทุกคนในสังคมเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ ครัวเรือน ภาคธุรกิจ ไปจนถึงระดับเมือง และประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และส่งต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนรุ่นหลังต่อไป



