พระพรหมวชิราทร เจ้าคณะภาค 13 เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร กล่าวสัมโมทนียกถาในโครงการอบรมถวายความรู้และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับพระสังฆาธิการที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 13 ที่วัดพลงช้างเผือก จ.ระยอง เมื่อเร็วๆนี้ ว่า สำหรับพระสังฆาธิการที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 13 ต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน 7 วัน ณ สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดระยอง แห่งที่ 7 วัดพลงช้างเผือก ในการที่ท่านทั้งหลายได้เข้ามาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้ ก็เป็นอุบายอย่างหนึ่งที่จะทำให้ท่านทั้งหลายนั้นได้สงบจิตระงับใจ หลังจากที่ท่านทั้งหลายรับตำแหน่งหน้าที่ นับเป็นภารธุระด้วยกันทั้งนั้น แต่ภารธุระในพระพุทธศาสนาที่เป็นหลักสำคัญนั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 อย่าง คือ คันถธุระ หมายถึง การศึกษาเล่าเรียน และวิปัสสนาธุระ หมายถึง การอบรมจิตใจ นับเป็นภารธุระที่ท่านทั้งหลายควรประพฤติปฏิบัติตาม

พระพรหมวชิราทร กล่าวต่อไปว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้ เพื่อขัดเกลาจิตใจเป็นสำคัญ ฉะนั้น ต้องมีใจที่ประกอบด้วยศรัทธาเชื่อมั่นและพร้อมที่จะปฏิบัติในแนวทางที่เป็นไปเพื่อดับทุกข์ ศรัทธา คือ ความเชื่อ มี 4 อย่าง คือ 1. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นว่าทรงตรัสธรรมไว้ดีแล้ว หากประพฤติปฏิบัติตามก็สามารถเข้าถึงธรรมได้ 2. กัมมสัทธา เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง ความชั่วหรือความดีที่ทำแล้วย่อมมีผล และผลดีผลชั่วต้องมีเหตุ 3. วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม ว่าทำดีแล้ว จะได้รับผลดี และผลทุกอย่างย่อมมาจากเหตุ 4. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนเอง แต่ละคนจะต้องเสวยวิบากกรรม ทุกคนนั้นมีกรรมเป็นของตน ใครจะหลีกหนีกรรมนั้นไปไม่ได้ ศรัทธาทั้ง 4 ข้อนี้ ท่านทั้งหลายมีศรัทธามาตั้งแต่เบื้องต้น เชื่อคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้วนำมาปฏิบัติ เช่น เชื่อในการให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา การให้ทานนั้นเป็นการเสียสละอย่างหนึ่ง ให้แล้วมีความรู้สึกว่าสบายใจ ให้แล้วมีความรู้สึกว่าสุขใจ ศีลที่รักษานั้นเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ ส่วนการภาวนานี้ เป็นการฝึกจิตและปัญญา อบรมจิตใจให้เจริญด้วยคุณธรรมต่าง ๆ
ให้เข้มแข็งมั่นคงหนักแน่น และให้มีปัญญารู้เท่าทันสังขาร

เจ้าคณะภาค 13 กล่าวอีกว่า ถ้าจิตใจของท่านทั้งหลายยังไม่มั่นคง ก็ควรหมั่นเจริญจิตตภาวนา ในขณะเดียวกัน ถ้าท่านทั้งหลายนึกถึงคำสอนของพระอุปัชฌาย์ที่ให้ตจปัญจกกรรมฐานในเบื้องต้นว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี้ว่าไปตามลำดับหรือว่าโดยอนุโลม ถ้าจิตใจยังไม่มั่นคงพระอุปัชฌาย์สอนให้ว่าทวนลำดับหรือว่าโดยปฏิโลม ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา แล้วให้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง สิ่งทั้ง 5 ประการนี้ ว่าเป็นของไม่สวยไม่งาม เป็นของปฏิกูล เป็นของน่าเกลียด ให้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง เมื่อพิจารณาแล้ว จะทำให้จิตใจสงบระงับจากความฟุ้งซ่านได้ ท่านทั้งหลายมาปฏิบัติอยู่ตรงนี้ บางท่านเคยฝึกมาแล้วก็เกิดความรู้สึกเคยชิน ส่วนบางท่านที่ยังไม่เคยฝึก ก็มีความรู้สึกว่ามีความวุ่นวาย มีความกระวนกระวาย โบราณท่านเปรียบว่าเหมือนปลาที่ถูกขังอยู่ในข้อง ย่อมดิ้นรนตะเกียกตะกายพยายามที่จะออกจากข้อง แต่ว่าพยายามตะเกียกตะกายไปจนเหนื่อย จนเมื่อยล้าแล้ว ก็ออกจากข้องไม่ได้ ปลานั้นก็หมดแรง และสงบนิ่ง แต่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นไม่หมดแรง กลับมีพลังเพิ่มขึ้น ก่อนที่จะมีพลังเพิ่มขึ้นนั้น ต้องปรับอินทรีย์ให้แก่กล้าเสียก่อน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ศรัทธาตั้งมั่นอย่างแก่กล้า เชื่อในการปฏิบัติ กล่าวคือศรัทธาทำให้เกิดความเพียร ความเพียรช่วยให้สติมั่นคง เมื่อสติมั่นคงแล้วกำหนดอารมณ์ใดก็จะได้สมาธิ เมื่อสมาธิดีแล้วก็จะเกิดความเข้าใจมองเห็นถึงโทษของอวิชชาและตัณหา ที่เป็นสาเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด

พระพรหมวชิราทร กล่าวด้วยว่า ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจไว้ว่า จะสามารถมีจิตสงบระงับได้ เป็นสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง เริ่มต้นตั้งแต่ ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ อุปจารสมาธิ สมาธิเฉียดๆ อัปปนาสมาธิ สมาธิแน่วแน่ เพราะพระวิปัสสนาจารย์ที่แนะนำพร่ำสอนและทดสอบอารมณ์ จะเป็นผู้นำทางให้ท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติตามแนวมหาสติปัฏฐาน คือธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการระลึกรู้อารมณ์ มี 4 ประการ 1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติกำหนดพิจารณากาย 2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติกำหนดพิจารณาเวทนา 3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติกำหนดพิจารณาจิต 4. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติกำหนดพิจารณาสภาพธรรม สติปัฏฐาน 4 นี้ เป็นมูลแห่งการทำโพชฌงค์ 7ให้บริบูรณ์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สติปัฏฐาน 4 ที่ภิกษุเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์ ดังนี้



