ประเทศไทยมีผู้หญิงประมาณ 2แสนคนต่อปีเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด โดยส่วนใหญ่ประสบปัญหาซึมเศร้าและวิตกกังวล ซึ่งได้รับอิทธิจากปัจจัยทางสังคม เช่นความยากจนความรุนแรง และความเท่าเทียมทางเพศ ภาวะเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบระยะยาวต่อแม่และเด็ก
คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรเพื่อสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด (PAM Foundation) และ Care Policy and Evaluation Centre (CPEC) แห่ง London School of Economics and Political Science (LSE) ได้ร่วมกันเปิดเผยรายงานวิจัย “The Costs of Perinatal Mental Health Problems: A Modelling Methodology and Interactive Cost Calculator Tool Applied to Thailand” (ต้นทุนของปัญหาสุขภาพจิตในระยะตั้งครรภ์และหลังคลอด:ระเบียบวิธีสร้างแบบจำลองและเครื่องมือคำนวณต้นทุนแบบโต้ตอบที่ประยุกต์ใช้กับประเทศไทย) ซึ่งเป็นการประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาสุขภาพจิตของมารดาที่ขาดการดูแลอย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 68,000 ล้านบาทต่อปี หรือราว 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดคือ ร้อยละ 45 ของมูลค่าความสูญเสีย หรือราว 31,000 ล้านบาท เป็นผลกระทบที่ส่งตรงถึงเด็ก ซึ่งส่งผลเสียต่อพัฒนาการ คุณภาพชีวิต และโอกาสในอนาคตของเด็กอย่างลึกซึ้งและยาวนาน
นอกจากนี้ มูลค่าความสูญเสียดังกล่าวยังรวมถึงต้นทุนที่อยู่นอกระบบสาธารณสุข เช่น การสูญเสียผลิตภาพจากการทำงาน และการลดลงของการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของมารดา

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ระบุว่า ท่ามกลางวิกฤตอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง การลงทุนดูแลสุขภาพจิตของมารดาถือเป็นเรื่องเร่งด่วนในการพัฒนาคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์และระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะที่ ศ. (เกียรติคุณ) พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และ นพ.วศิน บำรุงชีพ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมย้ำว่า ปัญหานี้มีความซับซ้อน จำเป็นต้องอาศัยทีมสหวิชาชีพ ทั้งจิตแพทย์ สูตินรีแพทย์ นักจิตวิทยา และพยาบาล ร่วมมือกันดูแลในระบบฝากครรภ์อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายในงานยังได้เปิดตัวเครื่องมือออนไลน์และแพลตฟอร์มวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์โดยเครือข่าย GEMMH เพื่อช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถนำไปใช้วางแผนการลงทุนและพัฒนาระบบสนับสนุนด้านสาธารณสุขให้ตอบโจทย์ครอบครัวไทยได้อย่างคุ้มค่าที่สุด



