เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. นายเบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล รองเลขาธิการและรองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย ออกมาแสดงความเห็นตอบโต้ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กรณีตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการใช้นโยบายงบประมาณสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อสนับสนุนการรักษาด้วยฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ โดยชี้ว่า ข้อวิจารณ์ในลักษณะ “ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย” เป็นการมองข้ามข้อเท็จจริงและความจำเป็นทางการแพทย์
นายเบสท์ ระบุอีกว่า ภาวะความทุกข์ใจในเพศสภาพ (Gender Dysphoria) ได้รับการรับรองในระบบ ICD-11 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์กรวิชาชีพแพทย์สากลต่างยอมรับว่าการบำบัดด้วยฮอร์โมนคือสิ่งจำเป็น หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า การทำร้ายตนเอง หรือการสูญเสียชีวิตได้ การอภิปรายเรื่องนี้จึงควรยึดหลักฐานทางการแพทย์มากกว่าความรู้สึกส่วนตัว
นอกจากนี้สำหรับประเด็นเรื่องงบประมาณ ในปี 2568 สปสช. จัดสรรงบส่วนนี้ไว้จำนวน 145.625 ล้านบาท เพื่อดูแลประชาชนประมาณ 20,000 คน หรือเฉลี่ยเพียง 7,281 บาทต่อคนต่อปี (ประมาณ 610 บาทต่อเดือน) ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติภาพรวมที่มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี
“นโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องของการแจกยาฟรี แต่เป็นการนำประชาชนเข้าสู่ระบบการรักษาที่ปลอดภัย มีการตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด และติดตามผลโดยแพทย์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อฮอร์โมนใช้เองทางออนไลน์ ที่เสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตัน โรคหัวใจ หรือโรคตับ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะแทรกซ้อนของรัฐในอนาคต” นายเบสท์ กล่าว
รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย เน้นย้ำว่า หลักการนี้เป็นเรื่องเดียวกับการป้องกันโรคเชิงรุก เช่น นโยบายวัคซีน หรือการคัดกรองมะเร็ง ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันความสูญเสียก่อนเกิดปัญหา ไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากต้องการตรวจสอบความคุ้มค่าของงบประมาณ ควรไปมุ่งเน้นที่การบริหารจัดการเชิงโครงสร้างและการจัดซื้อยาของโรงพยาบาล มากกว่าการตั้งคำถามต่อสิทธิการรักษาของกลุ่มเปราะบาง เพราะระบบสาธารณสุขที่ดีต้องทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง



