นั่นเป็นเหตุผลที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ริเริ่มโครงการ “CF-Hotels” หรือ “Carbon Footprint Hotels” เมื่อปี 2565 โดยเป็นแพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลบัญชีรายการสิ่งแวดล้อม (ก๊าซเรือนกระจกประเภทองค์กร) โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และถูกต้องตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแห่งประเทศไทยเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรมไทย และนำไปสู่การพัฒนาแผนงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวต่อไปตามนโยบายของประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2573 จากโรงแรมนำร่องเพียง 21 แห่ง สู่โรงแรมที่เปิดบัญชีใช้งานแล้วกว่า 900 แห่งทั่วประเทศในวันนี้
หนึ่งในโรงแรมที่เข้าร่วมและผ่านมาตรฐานจนได้รับการรับรองคือ โมเดนา บาย เฟรเซอร์ กรุงเทพ โรงแรมระดับกลางที่ออกแบบภายใต้แนวคิดทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการดำเนินการในด้านต่าง ๆ ทั้งระบบไฟส่องสว่างแบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงานอื่น ๆ เช่น หลอดไฟ LED เลยไปถึงการปลูกผักสวนครัวเพื่อใช้ในห้องอาหารแบบที่ปลูกได้ทุกพื้นที่ที่เป็นไปได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งวงเวียนด้านหน้าอาคาร


สิ่งที่โดดเด่นของที่นี่คือการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ด้วยการติดตั้ง “ระบบท่อดักลมเย็น” เพื่อหมุนเวียนและนำพลังงานความเย็นกลับมาใช้ใหม่โดยเปลี่ยนทิศทางลมเย็นที่ได้จากระบบปั๊มความร้อนในการผลิตน้ำร้อนสำหรับห้องพักไปยังระบบท่อส่งลมบริเวณลิฟต์สำหรับผู้เข้าพัก ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน แล้วยังมีของใช้ในห้องพักที่เน้นใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว รวมถึงถังขยะที่ชวนให้ผู้เข้าพักแยกขยะรีไซเคิลด้วย
ขณะที่ วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ภายใต้กลยุทธ์ Travel with Purpose ของเครือฮิลตัน แนวปฏิบัติที่ชัดเจนที่สุดคือ การบริจาคกล่องน้ำดื่มใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ที่นี่เริ่มการบรรจุน้ำดื่มสำหรับแขกในกล่องกระดาษแปดเหลี่ยมตั้งแต่ก่อนที่เทรนด์รักษ์โลกจะมา ซึ่งไม่ใช่แค่การเลือกใช้กระดาษแทนขวดน้ำพลาสติก หากแต่ยังมีกระบวนการจัดการกล่องน้ำดื่มเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดแยก จัดพื้นที่สำหรับการจัดเก็บ เพื่อจะส่งต่อไปสู่การผลิตเป็นแผ่นหลังคาในโครงการ “เก็บกล่องสร้างบ้าน” ของบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัยจากภัยธรรมชาติ โดยบริจาคไปกว่า 90,530 กล่อง


นอกจากนี้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบรีฟิลและบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ ด้านอาหารมีการเลือกใช้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ไข่จากระบบ Cage-Free และอาหารทะเลจากแหล่งประมงที่ยั่งยืน ทั้งยังร่วมมือกับมูลนิธิ Scholars of Sustenance (SOS) ประเทศไทย เพื่อบริจาคอาหารส่วนเกินจากไลน์บุฟเฟ่ต์เพื่อลดปัญหา food waste ด้วยการส่งต่ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้แก่ชุมชน โรงเรียน และผู้ด้อยโอกาส ในส่วนของการลดใช้พลังงานนอกจากเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED ทั้งหมด ยังเพิ่มเติมด้วยการติดตั้ง “ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว” ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้กว่า 39% เมื่อเทียบกับปี 2567
ส่วน เมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ต กรุงเทพ โรงแรมที่มุ่งเน้นด้านสุขภาพแบบองค์รวมซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลแห่งความยั่งยืนตลอดการเข้าพักใน 4 มิติหลักคือ Sleep Well ห้องพักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและได้รับการรับรองด้วย Green Globe Certification มาตรฐานสากลด้านความยั่งยืนสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการ Eat Well การออกแบบเมนูอาหารเพื่อคนรักสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยร่วมมือกับ Humane Society International ที่คุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ในการรังสรรค์เมนูอาหารมังสวิรัติและเมนูจากพืช รวมทั้งร่วมมือกับ Klimato แพลตฟอร์มด้านความยั่งยืนในการคำนวณปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาหาร สนับสนุนผลผลิตท้องถิ่นโดยจัดซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ในประเทศ


Meet Well การจัดประชุมและอีเวนต์อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอาคารออกแบบให้เปิดรับแสงจากธรรมชาติเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า พร้อมติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์และระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ส่วนพรมปูพื้นเป็นพรมอัปไซเคิลที่ผลิตจากขวดพลาสติก PET รีไซเคิล 202,850 ขวด และ Live Well มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสุขภาพด้วยความร่วมมือกับ BDMS Wellness Clinic ทั้งห้องฟิตเนส 24 ชั่วโมง สปา และโปรแกรมดูแลและฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม อีกทั้งยังมีการปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากร การลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และมาตรการลดปริมาณขยะการปล่อยก๊าซคาร์บอน
ทั้ง 3 โรงแรม 3 สไตล์ ต่างได้รับประกาศนียบัตรด้านความยั่งยืนจาก CF-Hotels ประจำปี 2568 ไม่เพียงเท่านั้นล่าสุดโครงการ CF-Hotels เพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ บนเวที Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2026 ในสาขา Green Leadership โดยมี นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ผู้แทนผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำทีมฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เข้ารับรางวัล ณ สหพันธรัฐมาเลเซีย เป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยการันตีว่าแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือคำนวณคาร์บอน แต่เป็นกลไกเชิงระบบที่ช่วยปิดช่องว่างการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง สมัครเข้าร่วมได้ที่ https://cf-hotels.com/



