การเดินทางเยือนกรุงปารีสของนายกรัฐมนตรีและทีมงานข้าราชการในช่วงที่ผ่านมาเป็นสัญญาณเร่งเครื่องว่า ไทยกำลังนำการเข้าเป็นสมาชิก OECD จากเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ในรัฐบาลก่อน ๆ มาสู่งานเชิงปฏิรูปที่ต้องทำจริง สอดคล้องกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ประกาศชัดว่าจะเร่งให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 พร้อมทั้งลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวขึ้นมาโดยเฉพาะ

การเข้า OECD ไม่ใช่แค่เรื่องของการ “ยื่นเอกสารให้ครบ” แต่คือการพิสูจน์ว่าไทยพร้อมปรับกฎหมาย กฎระเบียบ ระบบข้อมูล และมาตรฐานการทำงานของรัฐให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะ “การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน” ในเรื่องภาษีและราคาต่อผู้ประกอบการในประเทศและผู้ประกอบการต่างชาติ ที่ควรจะต้องดำเนินธุรกิจอยู่ในมาตรฐาน และกฎระเบียบเดียวกัน ซึ่งรัฐต้องไม่ออกกฎระเบียบที่เอื้อให้กับผู้ประกอบการในประเทศมากกว่า ประเทศไทยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค ต้องจัดทำข้อมูล ตอบแบบสอบถาม และประเมินความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยกับมาตรฐาน OECD ในหลายสาขา ดังนั้น หากไทยต้องการเข้าเป็นสมาชิกในกำหนดเวลาเร็วกว่าเดิม สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่เพียงตั้งคณะกรรมการ แต่ต้องมีผลลัพธ์การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้

หนึ่งในผลลัพธ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักในเรื่องนี้ สามารถทำได้ทันทีเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเข้าเป็นสมาชิก OECD คือการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบจากระบบที่บิดเบือนการแข่งขันโดยการพยายามใช้โครงสร้างภาษีเพื่อปกป้องผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจไปสู่ระบบที่เป็นกลาง โปร่งใส และสอดคล้องกับหลัก OECD ที่อ้างอิงแนวทางขององค์การอนามัยโลกมากขึ้น โดยไม่จัดทำโครงสร้างเพื่อปกป้องผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง

เมื่อย้อนกลับมาดูภาษีสรรพสามิตบุหรี่ของไทย ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงรัฐเก็บรายได้ภาษีลดลง แต่คือโครงสร้างภาษีที่ทำให้ตลาดบิดเบือน ไม่มีความเป็นธรรมในการแข่งขัน และไม่มีความเป็นสากล รวมทั้งจำนวนผู้สูบบุหรี่ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่ แก่นของปัญหาอยู่ที่ระบบภาษีบุหรี่แบบสองอัตราที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งทำให้บุหรี่ราคาต่ำเสียภาษีตามมูลค่าในอัตราต่ำกว่าบุหรี่ราคาสูง โดยมีแนวคิดเดิมตอนนำมาใช้ว่าบุหรี่ในประเทศมีราคาถูกกว่าบุหรี่ค่างประเทศย่อมจะได้เปรียบ แต่ผลในทางปฏิบัติกลับสวนทางกับสิ่งที่คิด เพราะเกิดแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการทุกรายให้ปรับราคาลงเพื่ออยู่ในชั้นภาษีต่ำ เกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง บุหรี่ราคาถูกเพิ่มขึ้นในตลาดเป็นมากกว่าร้อยละ 90 ของตลาด และรายได้ภาษีต่อหน่วยที่มีฐานเป็นราคากลับลดลง และส่งผลทางลบต่อผู้ประกอบการในประเทศเสียเอง

นี่คือปัญหาเชิงนโยบายที่ควรเร่งแก้ไขทันทีหลังจากมีการศึกษามานานแต่ไม่ได้ข้อสรุป ภาษีสรรพสามิตยาสูบมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ หนึ่ง จัดเก็บรายได้รัฐอย่างมีประสิทธิภาพ สอง ลดแรงจูงใจในการบริโภคสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และ สาม ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นธรรม ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อพยุงราคาหรือปกป้องผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการนั้นเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงการคลัง ทั้งนี้ OECD Guidelines on Corporate Governance of State-Owned Enterprises 2024 ระบุว่า รัฐควรรักษาความเป็นกลางทางภาษีเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติโดยมิชอบระหว่างรัฐวิสาหกิจกับคู่แข่ง และหลักนี้ครอบคลุมทั้งภาษีทางตรง ภาษีทางอ้อม และการบังคับใช้กฎหมายภาษี

นอกจากนี้ ประเทศสมาชิก OECD ต่างใช้ภาษีบุหรี่โครงสร้างอัตราเดียวทั้งหมด โดยไม่มีการใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่หลายอัตราเพื่อปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ เพราะหลักเกณฑ์และกฎระเบียบต้องมีความเป็นธรรมและโปร่งใส รวมทั้งมีความเป็นมาตรฐานสากล โดยรายงาน Tobacco Taxation in Latin America and the Caribbean (2024) ของ OECD ได้พบว่าประเทศในแถบลาตินอเมริกาและแคริบเบียนกว่า 17 ประเทศ มีเพียงประเทศโบลิเวียประเทศเดียวที่ยังใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบหลายอัตราอยู่ โดยประเทศบราซิล โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เม็กซิโก และเปรู ได้มีการยกเลิกโครงสร้างภาษีหลายอัตราและเปลี่ยนมาใช้โครงสร้างภาษีอัตราเดียวในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีความสอดคล้องกับกรอบการประเมินนโยบายภาษีบุหรี่ที่ OECD ใช้ในรายงานฉบับนี้ ซึ่งแนะนำให้ใช้โครงสร้างภาษีแบบอัตราเดียว

การปฏิรูปภาษีบุหรี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องรายได้ของกรมสรรพสามิต แต่เป็นบททดสอบความจริงใจของกระทรวงการคลังใน 3 บทบาทพร้อมกัน คือบทบาทผู้จัดเก็บรายได้ บทบาทผู้กำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ และบทบาทหน่วยงานหลักที่ต้องช่วยรัฐบาลพิสูจน์ความพร้อมในการเข้า OECD สอดคล้องกับแนวคิดของกระทรวงการคลังที่มีนโยบายยกระดับรัฐวิสาหกิจด้วย AI และ R&D โดยเฉพาะ Agentic AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐวิสาหกิจมัวแต่หวังการปกป้องจากนโยบายของภาครัฐอย่างเดียว ภาษีบุหรี่จึงเป็น Quick Big Win ที่รัฐบาลควรหยิบขึ้นมาทำทันทีในช่วงที่ไทยกำลังเร่งเป้าสู่ OECD ปี 2571 เพราะนี่คือสัญญาณที่ชัดที่สุดเรื่องหนึ่งว่าไทยพร้อมส่งเสริมการจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรม ไม่บิดเบือนกลไกตลาด และเป็นไปตามหลักสากลจริง ๆ