นายจำลอง อนันตสุข สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาประเด็นการบริหารจัดการหรือฟุตบอลอาชีพและแนวทางการพัฒนาทีมชาติไทยอย่างยั่งยืน โดยมีนายสุวิช จําปานนท์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่ 2, นายนิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล อนุกรรมาธิการ} นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ อนุกรรมาธิการและโฆษก, นายภานพ ใจเกื้อ อนุกรรมาธิการ, นายสมบัติ หริสมบัติ อนุกรรมาธิการ, ดร.ปรางทิพย์ ยุวานนท์ อนุกรรมาธิการและคณะ เข้าร่วมประชุม พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ สโมสรฟุตบอล บีจี ปทุม ยูไนเต็ดฯ สโมสรฟุตบอลพลังกาญจน์ เอฟซี และสโมสรฟุตบอล เมืองทอง ยูไนเต็ด ร่วมชี้แจง
นายมนูญ อุทะกะวารี รองเลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ระบุว่า ปัจจุบันไทยให้ความสำคัญกับทีมชุดใหญ่ หรือ “ยอดภูเขา” มากเกินไป ขณะที่ฐานรากยังอ่อนแอ เนื่องจากขาดการแข่งขันลีกเยาวชน (ยูธลีก) อย่างเป็นระบบ มารองรับนักเตะในช่วงอายุสำคัญ พร้อมเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณปีละประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อจัดการแข่งขันในรุ่นอายุ 14 ปี และ 16 ปี สำหรับสร้างทีมสู่ฟุตบอลโลก รุ่น 17 ปี รวมถึงต่อยอดสู่ลีก 18 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฟุตบอลโลก รุ่น 20 ปี โดยเตือนว่าหากยังขาดการสนับสนุนต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งระบบ ทั้งนักเตะ ผู้ฝึกสอน และผู้ตัดสิน

ทางด้านผู้แทนของเมืองทอง ยูไนเต็ด สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว พร้อมเสนอให้เชื่อมโยงฟุตบอลระดับรากหญ้าและระดับจังหวัดเข้าสู่ “อีลิตลีก” เพื่อคัดเลือกนักเตะฝีเท้าดีเข้าสู่ทีมชาติ ในแต่ละช่วงอายุ และยกระดับมาตรฐานบุคลากรในวงการไปพร้อมกัน
ขณะที่ สว.จำลอง ได้ตอบรับแนวคิด พร้อมสั่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางพัฒนาฟุตบอลไทย อย่างเป็นระบบ โดยมีสมาคมฯ และสโมสรเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษา พร้อมประกาศเป้าหมายชัดเจนว่าจะต้องผลักดันให้ทีมชาติไทยชุดใดชุดหนึ่ง ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก ให้ได้
“ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยง ฟุตบอลโรงเรียนกับลีกอาชีพ โดยมีทั้งลีกโรงเรียน ตั้งแต่ประถมศึกษา ไปจนถึงมัธยมศึกษาและอคาเดมี่ของสโมสรอาชีพพร้อมกัน รวมถึงมีลีกโรงเรียนและลีกอาชีพแยกกันชัดเจน นอกจากนี้ ญี่ปุ่น มี JFA Talent Center 47 แห่ง กระจายทุกจังหวัดสำหรับค้นหาและคัดเลือกนักเตะ อายุ 12-18 ปี เข้าสู่ทีมชาติ ขณะที่ เกาหลีใต้ เน้นการค้นหาจากลีกมหาวิทยาลัยและส่งสู่ “เคลีก”
“รัฐบาลญี่ปุ่น ร่วมกับสโมสรสนับสนุนงบประมาณประมาณ 100-150 ล้านเยนต่อปี หรือประมาณ 30-45 ล้านบาท สำหรับลีกเยาวชน ขณะที่ เกาหลีใต้ ได้รับสนับสนุนจากรัฐบาลประมาณ 50-70 ล้านวอนต่อปี หรือประมาณ 15-20 ล้านบาท ฟุตบอลไทยยังขาดยูธลีกระดับเยาวชนที่เป็นระบบ เหมือนที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มี ซึ่งหากไทยต้องการพัฒนาทีมชาติไทย อย่างยั่งยืน ต้องเริ่มสร้างระบบลีกเยาวชนตั้งแต่ อายุ 14-18 ปี อย่างเป็นรูปธรรม” สว.จำลอง กล่าว

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการด้านกีฬา ยังมองว่าการพัฒนาฟุตบอลไม่สามารถพึ่งพายูธลีกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ในการพัฒนาหลักสูตรพลศึกษา และยกระดับครูพลศึกษาให้มีศักยภาพเป็นผู้ฝึกสอนมืออาชีพ เพื่อสร้างระบบผลิตนักเตะไทยอย่างครบวงจรในระยะยาว
ขณะที่คณะกรรมาธิการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา เตรียมนำข้อเสนอเข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาสนับสนุนงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ฟุตบอลเป็นกีฬานำร่องในการวางรากฐานเยาวชนอย่างยั่งยืนต่อไป.



