เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา ณ วัดทองบน เขตยานนาวา เพื่อพบปะผู้สูงอายุและนำเสนอนโยบายดูแลผู้สูงอายุของกรุงเทพมหานคร

นายชัชชาติ กล่าวว่า กทม. กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีผู้สูงอายุประมาณ 1.3 ล้านคน คิดเป็น 21.6% ของประชากร สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศที่อยู่ประมาณ 20% จึงต้องดูแลอย่างเป็นระบบ ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และโอกาสทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ กทม. ต้องดูแลเป็นอย่างมาก สำหรับสิ่งที่ต้องเร่งทำคือการทำให้ผู้สูงอายุ ไม่เหงา ไม่ป่วย และมีงานทำ-มีเงินใช้ โดยไม่ใช่เพียงการแจกเงิน แต่เป็นการสร้างระบบสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี มีสังคม มีพื้นที่เรียนรู้ และยังใช้ทักษะที่มีอยู่สร้างรายได้ได้จริง
สำหรับด้านสุขภาพกาย กทม. จะพัฒนาโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ให้เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร หรือ Aging Institute & Integrated Palliative Care Center เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านการดูแล ฟื้นฟู และวางแผนชีวิตผู้สูงอายุแบบครบวงจร ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตช่วงท้ายของชีวิต โดยศูนย์ดังกล่าวจะครอบคลุมการตรวจประเมินสุขภาพ การฟื้นฟูร่างกาย การวางแผนดูแลระยะยาว การดูแลแบบ Palliative Care โดยทีมสหวิชาชีพ พื้นที่พักฟื้นสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงการดูแลสุขภาพจิต ภาวะสมองเสื่อม และปัญหาความเหงา
นอกจากนี้ กทม. จะขยายคลินิกผู้สูงอายุในโรงพยาบาลสังกัด กทม. ให้ครบทั้ง 14 แห่ง พร้อมเพิ่มคลินิกนอกเวลา คลินิกเฉพาะทางสำหรับโรคหลงลืม ซึมเศร้า ปัญหาการทรงตัว Intermediate Care และ Palliative Care รวมถึงเชื่อมระบบส่งต่อผู้ป่วยกลับไปดูแลต่อที่ศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน สำหรับผู้สูงอายุที่ติดเตียง หรือมีปัญหากลั้นปัสสาวะและอุจจาระนั้น กทม. จะเดินหน้าแจกผ้าอ้อมผู้ใหญ่ฟรี โดยใช้งบประมาณ สปสช. ซึ่งปัจจุบันดำเนินการอยู่แล้วเฉลี่ยประมาณเดือนละ 20,000 ชิ้น และสามารถแจ้งความประสงค์ผ่าน Traffy Fondue ได้

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า กทม. ยังตั้งเป้าพัฒนาผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือ Caretaker ให้ได้ 5,000 คนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องในชุมชน พร้อมใช้ระบบเยี่ยมบ้านเพื่อลดภาระโรงพยาบาล โดยนำหมอและพยาบาลลงไปดูแลผู้สูงอายุถึงบ้าน
“เรามีนโยบายที่ขยายเตียงโรงพยาบาล 100,000 เตียง โดยใช้เตียงของคนเป็นเตียงโรงพยาบาล แล้วก็เอาหมอ เอาพยาบาลลงไปหาที่บ้าน ปัจจุบัน กทม. มีข้อมูลผู้ป่วยติดเตียงกว่า 6,000 คน อยู่บนระบบพิกัด GPS ทำให้หน่วยงานสามารถติดตาม เยี่ยมบ้าน และส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุดมากขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว
อีกหนึ่งนโยบายคือการสนับสนุนการปรับบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุ ผ่านบริการรับออกแบบบ้านโดยสำนักพัฒนาที่อยู่อาศัย พร้อมจัดทำ Universal Design Guideline ขั้นพื้นฐาน เช่น ราวจับ ทางลาด ห้องน้ำปลอดภัย และระบบแสงสว่างที่เหมาะสม โดย กทม. จะทำหน้าที่เป็น Case Manager ดูแลทั้งกระบวนการ เพื่อให้บ้านของผู้สูงอายุปลอดภัยขึ้น ลดความเสี่ยงจากการหกล้ม และช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในบ้านเดิมได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ด้านสุขภาพใจและการเข้าสังคม นายชัชชาติ กล่าวว่า โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวาแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของพื้นที่ให้ผู้สูงอายุได้พบปะ เรียนรู้ และทำกิจกรรมร่วมกัน โดยโรงเรียนแห่งนี้ไม่เก็บค่าเล่าเรียน รับผู้เรียนรุ่นละประมาณ 50-70 คน อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีนักเรียนอายุมากที่สุดถึง 86 ปี โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวายังมีความพิเศษคือร่วมกับ กศน. พัฒนาหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ สุขภาพ เศรษฐกิจ วิชาการ วัฒนธรรมและประเพณี และเทคโนโลยี เช่น การใช้สมาร์ตโฟน การประชุมออนไลน์ การทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์ และการไลฟ์สดขายของ
นายชัชชาติ กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีโรงเรียนผู้สูงอายุ 14 แห่ง กระจายอยู่ใน 13 เขต ขณะที่ทั่วประเทศมีมากกว่า 3,300 แห่ง ทีมกรุงเทพฯ ทำงานจึงจะพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุเดิมทั้ง 14 แห่ง เติมหลักสูตรใหม่ และพัฒนาศูนย์นันทนาการ 34 แห่งให้เป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุเพื่อให้มีพื้นที่เรียนรู้และทำกิจกรรมครบทุกเขต ซึ่งหลักสูตรใหม่จะเน้นทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในเมือง เช่น Digital Literacy (การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล) การวางแผนการเงิน และการป้องกันภัยออนไลน์ เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทันเทคโนโลยีและภัยไซเบอร์
“โรงเรียนผู้สูงอายุเป็นที่ที่ผู้สูงอายุมาเจอกัน ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีอยู่ 14 แห่ง จะขยายโรงเรียนผู้สูงอายุให้ครบ 50 แห่ง บางแห่งอาจจะเป็นของเอกชน บางแห่งเป็นของ กทม. เอง” นายชัชชาติ กล่าว

นอกจากนี้ กทม. จะขยายชมรมผู้สูงอายุจากปัจจุบัน 490 แห่ง ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 50,000 คน ให้ครอบคลุมถึงกลุ่มผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร และย่านธุรกิจ ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกเป็น 100,000 คนภายใน 4 ปี พร้อมขยายกิจกรรมสุขภาพ เช่น แอโรบิก ไทเก๊ก โยคะ กีฬาเบา และกิจกรรมสันทนาการในชุมชน
ส่วนด้านเศรษฐกิจนั้น เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ แต่ขาดช่องทางในการพบลูกค้าหรือผู้ที่ต้องการใช้บริการ จึงต้องมีระบบกลางช่วยจับคู่ระหว่างทักษะของผู้สูงอายุกับความต้องการของคนในพื้นที่ กทม. จึงจะพัฒนาเกษียณ Marketplace หรือแพลตฟอร์มจับคู่งานผู้สูงอายุ เพื่อรวบรวมทักษะ เช่น งานช่างประปา ช่างไฟฟ้า ดูแลเด็ก ซักรีด เย็บผ้า งานบริการ งานฝีมือ และงานพาร์ทไทม์ แล้วเชื่อมต่อกับประชาชนหรือภาคเอกชนในพื้นที่ใกล้เคียง ปัจจุบัน กทม. มีการจ้างงานผู้สูงอายุแล้วมากกว่า 1,200 คน และตั้งเป้าขยายการจ้างงานเป็น 10,000 อัตรา ผ่านการจัดตั้งศูนย์การจ้างงานผู้สูงอายุ การพัฒนาฐานข้อมูลปราชญ์ชุมชนและผู้เชี่ยวชาญ การจับคู่งานพาร์ทไทม์ที่เหมาะสม และความร่วมมือกับภาคเอกชน

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางขยายโมเดล บ้านย่ายาย เพื่อเพิ่มการจ้างงานอาสาเลี้ยงเด็กในชุมชน ให้ผู้สูงอายุได้ส่งต่อประสบการณ์ และช่วยให้พ่อแม่วัยทำงานมีที่พึ่งในการดูแลลูก รวมถึงขยายเวลาเกษียณของเจ้าหน้าที่ กทม. ตามความสมัครใจในกลุ่มงานที่ยังขาดแคลนแรงงาน
“นโยบายผู้สูงอายุของ กทม. ไม่ได้เน้นการแจกเงินเพิ่ม แต่เน้นให้ความรู้ พื้นที่ กิจกรรม โอกาส และระบบสนับสนุน เพื่อให้ผู้สูงอายุสบายกาย สบายใจ และยังมีรายได้ดูแลตัวเอง กทม. เองไม่มีตังค์ไปแจกเป็นเบี้ยผู้สูงอายุ แต่ว่าเราจะให้ความรู้ ให้สถานที่ ให้โอกาส ให้กิจกรรม ให้ผู้สูงอายุสบายกาย สบายใจ แล้วก็มีตังค์ใช้” นายชัชชาติ กล่าว



