เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ร่วมแถลงผลแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ตรวจพบความผิดปกติในการบริหารงบประมาณช่วงปี 2568-2569
นางการดี กล่าวว่า จากข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างกรุงเทพมหานคร 2568-2569 ที่เราสืบค้นได้ทั้งจากระบบที่เผยแพร่การจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. แอปพลิเคชัน “ส่องรัฐ” และแอปพลิเคชัน “ภาษีไปไหน” ซึ่งภาพรวมโครงการทั้งหมด 43,178 โครงการ งบประมาณรวม 52,380 ล้านบาท โดย 92.8% หรือ 40,054 โครงการ เป็นการจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้วิธีเฉพาะเจาะจง จึงขอตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานคร ใน 40,054 โครงการ มูลค่ารวม 13,370 ล้านบาท
กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงสูงขนาดนี้ เป็นสิ่งที่น่าผิดสังเกต เพราะตามกฎหมายหากใช้วิธีเฉพาะเจาะจง มีข้อกำหนดไว้อยู่ไม่กี่ข้อ โดยต้องเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน หรือมีความเฉพาะอย่างที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ในจำนวนโครงการที่ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงดังกล่าวต่ำกว่า 500,000 บาท ถึง 38,945 โครงการ มูลค่ารวม 5,520 ล้านบาท ถือเป็นการซอยย่อยโครงการเพื่อไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ต้องมีการเทียบหรือประมูลราคาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ มีข้อมูลว่ามีบริษัทหนึ่งได้เป็นร้อยงานก็มี

นายอนุชา กล่าวว่า สำหรับโครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกลาง และอาคารสำนักงานการแพทย์ด้วยวิธีประมูลราคาอิเล็กทรอนิกส์ โครงการระดับ 4 พันล้านบาท ผู้ชนะใกล้ราคากลางอยู่ที่ 3,996.998 ล้านบาท ซึ่งราคาเสนอของผู้ยื่น 2 รายห่างเพียงไม่ถึงหนึ่งล้านบาท คิดเป็น 0.025% เท่านั้น ทั้งนี้ โครงการเฉพาะเจาะจงที่น่าเป็นห่วง เพราะมีแนวโน้มว่าจะมีการเลือกผู้รับจ้างรายเดิมซ้ำๆ ในโครงการที่ซอยย่อยออกไป และมีความเป็นไปได้ที่ราคาจะสูงกว่าราคาตลาด เพราะไม่มีการแข่งขัน ไม่มีการบิดดิ้ง
“ทั้งยังมีการแบ่งงาน ซอยย่อยโครงการใหญ่ที่มีมูลค่าเกิน 500,000 บาท เป็นโครงการย่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูล โดย 70% ไม่สามารถดูข้อมูลทีโออาร์ได้ หากประชาชนทั่วไปเห็นทีโออาร์หรือการประกาศราคา อาจจะดูไม่ออกว่ามีการซอยย่อยแบบใด แต่การใช้แพลตฟอร์มและเทคโนโลยีส่องรัฐ เอาข้อมูลมาส่อง กทม. จากข้อมูลที่เรามีซึ่งไม่ใช่ข้อมูลที่ได้มาง่ายๆ ต้องประสานงาน ต้องขอความร่วมมือซึ่งบางส่วนไม่เปิดเผยที่มา ดังนั้นจึงเป็นที่มาว่าทำไมต้องหลบๆ ซ่อนๆ แอบๆ หรือไม่”
นายอนุชา กล่าวต่อว่า วันนี้ไม่ได้กล่าวหาใครทั้งสิ้น เพราะแพลตฟอร์มส่องรัฐเป็นแพลตฟอร์มที่เราต้องการเห็นเทรนด์การตรวจสอบ ไม่ต้องมองว่าคนๆ นั้นเป็นใคร หากมีพฤติกรรมแบบนี้หรือมีแนวโน้มในการบริหารหน่วยงานราชการแผ่นดินแบบนี้ คนไทย คน กทม. รับได้หรือไม่ ถ้าไม่ใช่คนที่ท่านชื่นชอบ ถ้าไม่ใช่คนที่ท่านมีความรู้สึกว่าผูกพัน หรือมีใจให้ หากเป็นคนอื่นท่านจะยังคิดแบบเดิมหรือไม่ นี่คือคำถามที่อยากให้คนไทยและคน กทม. ได้ตระหนักสักนิด ว่าข้อมูลที่เรานำมาเปิดเผยนี้เป็นประโยชน์หรือไม่
“อยากถามว่าพฤติกรรมแบบนี้ดีหรือไม่ และผมอยากขอกำลังใจ อยากให้เห็นถึงความตั้งใจ อย่ามองเรื่องว่าเป็นพรรคไหน สีอะไร ขอให้เห็นถึงความตั้งใจของเราที่มาเปิดเผยข้อมูล และจะลงลึกข้อมูลว่าใครที่เป็นคนจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงแบบนี้ มีอีกกี่ครั้ง อีกกี่คน อีกกี่หน่วยงาน ขอให้ติดตามในส่วนของข้อมูลที่เราจะเพิ่มเติม เพื่อส่อง กทม. ให้สะอาด โปร่งใส และตรวจสอบได้มากกว่านี้” นายอนุชา กล่าว
ด้านนายสกลธี กล่าวว่า หากมีแนวโน้มว่าโครงการใดส่อทุจริต เราจะยื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบต่อไป ซึ่ง 92.8% ที่ใช้วิธีประมูลแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งกระจายอยู่ทุกสำนักใน กทม. หน่วยงานที่เห็นข้อมูลควรเข้าไปตรวจสอบแล้ว.




