นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงทิศทางการบริหารจัดการค่าไฟฟ้าในอนาคตว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการปฏิรูปโครงสร้างราคาไฟฟ้าครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น
โดยยุทธศาสตร์การทำงานจะมุ่งเน้นไปที่การจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ส่วนหลัก ดังนี้ 1.สั่งรื้อสัญญาแอดเดอร์ทาส โดยยุติการต่ออายุอัตโนมัติ ทั้งนี้ ปัญหาใหญ่ที่ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าแพงเกินจริงส่วนหนึ่งมาจากสัญญาแอดเดอร์ ที่ทำไว้ในอดีตซึ่งมีราคาแพงและบางส่วนมีการต่ออายุสัญญาโดยอัตโนมัติ โดยขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทบทวนสัญญาเหล่านี้ ที่มีลักษณะเป็นสัญญาทาส
นายเอกนัฏ ยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้ทำด้วยความชอบธรรมและเป็นเหตุเป็นผล แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องการถูกฟ้องร้องจากภาคเอกชนก็ตาม โดยหากผู้ประกอบการยอมเจรจาลดราคาลงก็อาจจะพิจารณารับซื้อต่อ แต่หากไม่ยอมถอยก็จำเป็นต้องยกเลิกการต่อสัญญาอัตโนมัติเหล่านั้น เนื่องจากปัจจุบันราคารับซื้อไฟใหม่มีราคาต่ำกว่ามาก
2. บริหารจัดการความสูญเสียในระบบ และค่าพร้อมจ่าย ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะความสูญเสียในระบบ (Loss) เช่น ไฟทางและไฟสาธารณะ ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนต้องแบกรับภาระส่วนนี้รวมอยู่ในค่าไฟฟ้าประมาณ 10-20 สตางค์ต่อหน่วย
“ไฟเหล่านี้จะต้องบริหารจัดการโดยเปลี่ยนไปใช้หลอดแอลอีดี เพื่อลดความสูญเสีย นอกจากนี้ ยังต้องเร่งจัดการเรื่องค่าพร้อมจ่าย (เอพี) ที่เกิดจากการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงเกินไปในอดีต ทำให้ต้องจ่ายเงินจ้างเอกชนเตรียมพร้อมผลิตไฟทั้งที่ไม่ได้มี”
สำหรับมาตรการช่วยเหลือระยะเร่งด่วน ตนมีแนวคิดจะใช้รายได้หรือกำไรจากการดำเนินงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาช่วยชดเชยค่าไฟฟ้าล่วงหน้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก โดยจะเป็นการสำรองจ่ายไปก่อน และเมื่อรัฐบาลสามารถจัดการรายได้จากกลุ่มดาต้า เซ็นเตอร์ หรือลดต้นทุนจากสัญญาแอดเดอร์ได้แล้ว จึงจะนำเงินส่วนนั้นมาคืนให้ กฟผ. ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต้องไม่กระทบต่อแผนการลงทุนหลักของ กฟผ.
นอกจากนี้ ยังสั่งให้ทบทวนแนวทางการปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได จากเดิมที่กลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป จะต้องจ่ายสูงกว่ากลุ่มผู้ใช้ไฟ 200 หน่วยนั้น จะยังไม่ปรับอัตราก้าวหน้าในช่วงนี้ แต่จะมุ่งไปที่การลดต้นทุนโครงสร้างทั้งระบบแทน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่อาจมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน หรือผู้อยู่อาศัยที่เป็นครอบครัวใหญ่
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า เตรียมจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือน มิ.ย. 2569 นี้ เพื่อกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่เป็นประเภทที่ 9 สำหรับกลุ่มดาต้า เซ็นเตอร์ โดยเฉพาะ จากเดิมที่มีเพียงประเภทบ้านอยู่อาศัย ผู้ประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม
“ดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก ดังนั้น ต้องรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าแอลเอ็นจี เพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่ม รวมถึงต้องร่วมรับผิดชอบภาระค่าพร้อมจ่ายที่มีอยู่ในระบบเดิมด้วย เพื่อไม่ให้ภาระเหล่านี้ตกอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ซึ่งนโยบายนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนถูกลง” นายเอกนัฏ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสนับสนุนการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน กระทรวงพลังงานเตรียมเปิดโครงการ “โซลาร์ประชาชน 2.0” ขนาด 500 เมกะวัตต์ ภายในเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อส่งเสริมให้บ้านเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยจะมีมาตรการสนับสนุนทั้งการลดเงินดาวน์ ลดดอกเบี้ย และการปรับราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินให้จูงใจมากขึ้น
พร้อมกันนี้ ยังมีเป้าหมายระยะยาวในการเปิดตลาดเสรีซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (ไดเรค พีพีเอ) สำหรับพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป กระบวนการปฏิรูปเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แต่ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย



