เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศ ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดรับสมัครบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อเป็นผู้แทนประเทศไทยเข้ารับการเลือกตั้งในตำแหน่ง “ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO)” ซึ่งจะครบวาระในปี 2570
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มีมติเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ประเทศไทยส่งผู้แทนเข้ารับการเลือกตั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก และมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินกระบวนการสรรหาผู้ที่มีความเหมาะสม โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านสาธารณสุข ด้านการต่างประเทศ และผู้มีประสบการณ์ด้านองค์การระหว่างประเทศ เพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้สมัครจะต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 45 ปีบริบูรณ์ ณ วันปิดรับสมัคร และมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก อาทิ มีผลงานและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ด้านสุขภาพและการสาธารณสุข มีประสบการณ์ด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง มีภาวะผู้นำ และยึดมั่นในพันธกิจขององค์การอนามัยโลก โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 ก.ค. ณ กระทรวงสาธารณสุข หลังจากนั้นผู้สมัครจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาในวันที่ 23 ก.ค. ก่อนเสนอรายชื่อผู้ที่เหมาะสมต่อ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบในฐานะผู้แทนประเทศไทย
น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า การที่ประเทศไทยมีผู้แทนเข้ารับการเลือกตั้งในตำแหน่งสำคัญระดับโลกครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพและความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการขยายบทบาทของประเทศไทยในการกำหนดและผลักดันวาระด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ
“หากผู้แทนของประเทศไทยได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ เพิ่มโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และเปิดพื้นที่ให้บุคลากรสาธารณสุขไทยได้พัฒนาศักยภาพและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสุขภาพระดับโลกมากยิ่งขึ้น” น.ส.ลลิดา กล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนกระบวนการสรรหา และผลักดันผู้แทนประเทศไทยอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทยมีบทบาทนำในการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณสุขสำคัญของโลก และเสริมสร้างชื่อเสียงของประเทศในฐานะผู้นำด้านสุขภาพและสาธารณสุขในระดับสากลต่อไป



