เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 69 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะคณะทำงานด้านรัฐธรรมนูญของพรรค กล่าวถึงกรณีที่ 2 กรรมาธิการสามัญของสภา และวุฒิสภา เข้าหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 69 และมีข้อสรุปจากนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ว่าสามารถมีคูหาให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้ว่า การหารือดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางดำเนินการ ไม่ใช่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร ทั้งนี้ตนมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ต้องเป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญปี 2560 และตามบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ คือ คำวินิจฉัยที่ 18/2568 ที่ระบุว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

โดยมีเหตุผลสำคัญที่อธิบายไว้ในวารสารของศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า รัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขเพิ่มเติมตามกระบวนการและขอบเขตที่รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดไว้เท่านั้น หากรัฐสภา กำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง เท่ากับรัฐสภาไปสร้างองค์กรอื่นให้ใช้อำนาจสถาปนาแทนตน ซึ่งรัฐสภาไม่อาจส่งมอบอำนาจในลักษณะดังกล่าวได้

นายนิกร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้แล้วต้องพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วย คือคำวินิจฉัย ที่ 18-22/2555 ที่วางหลักการว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ รัฐสภาจะยกร่างใหม่ทั้งฉบับโดยไม่ถามประชาชนก่อนไม่ได้ และคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ที่ยืนยันว่าอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านการทำประชามติเพื่อขออาณัติมหาชนก่อน ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ต่อแนวทางการทำประชามติที่ต้องทำ รวม 3 ครั้ง

“ผมจะนำประเด็นนี้เข้าหารือกับคณะกรรมการกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ที่ตั้งขึ้นใหม่หลังการเลือกตั้งและจะมีการนัดประชุมกันครั้งแรกในวันที่ 23 มิ.ย. นี้ แต่เบื้องต้นผมขอยืนยันว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเนื้อหา ซึ่งในร่างแก้ไขที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมสมัครเข้ามาเป็น ส.ส.ร. ที่รัฐสภาคัดเลือก และกำหนดให้มีสภารับฟังความคิดเห็นที่มาจาก ส.ส.ร. ส่วนหนึ่งไปรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นระยะเวลานานถึง 1 ปี ถือว่ามีความเหมาะสม แต่กรณีที่จะให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. เข้ามา แต่ ส.ส.ร. ไม่มีส่วนยกร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะอาจขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าไม่เปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” นายนิกร กล่าว

นายนิกร กล่าวย้ำว่า การหารือระหว่าง 2 กมธ. กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่มีผลผูกพันกับคำวินิจฉัยและไม่ผูกพันองค์กรใด เช่นเดียวกับเมื่อไม่นานนี้มีการหารือกันแล้วพากันสรุปว่าสามารถทำประชามติเหลือเพียงแค่ 2 ครั้ง แต่คำวินิจฉัยสุดท้ายก็ออกมาว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้งอยู่ดี.