สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ว่าเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ปูทางให้ประเทศมีผู้นำคนที่ 7 ในรอบ 10 ปี ซึ่งการแข่งขันภายในพรรคแรงงานจะเริ่มในวันที่ 9 ก.ค. นี้
ความโกลาหลนี้มีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปตั้งแต่การลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิต ซึ่งครบรอบ 10 ปีในปีนี้ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การลงคะแนนเสียงครั้งนั้น สหราชอาณาจักรพยายามที่จะสร้างเส้นทางของตัวเอง แต่ก็ต้องดิ้นรนอย่างหนักท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ โดยมีหนี้สินระดับสูงและภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวฉุดรั้ง ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น
มิ.ย. 2559 : สหราชอาณาจักรโหวต “เบร็กซิต” คาเมรอนลาออกจากนายกรัฐมนตรี
ชางสหราชอาณาจักร ลงประชามติด้วยคะแนน 52% ต่อ 48% สร้างประวัติศาสตร์เป็นประเทศแรกที่ลาออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ( อียู ) ปิดฉากการเป็นสมาชิกนานกว่า 40 ปี และก่อให้เกิดวิกฤติการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน จากพรรคอนุรักษนิยม ประกาศลาออก ก่อนที่พรรคจะเลือกนางเทเรซา เมย์ ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
มิ.ย. 2560 : การยุบสภาเลือกตั้งก่อนกำหนดล้มเหลว
ด้วยคะแนนนิยมในโพลที่พุ่งสูงและต้องการเสียงข้างมากที่มากขึ้นในสภาสามัญ เพื่อผลักดันกฎหมายเบร็กซิต เทเรซา เมย์ ตัดสินใจประกาศเลือกตั้งก่อนกำหนด แต่พรรคอนุรักษนิยมกลับสูญเสียเสียงข้างมาก และต้องตั้งรัฐบาลผสมด้วยการจับมือกับพรรคสหภาพประชาธิปไตย ( ดียูพี ) ของไอร์แลนด์เหนือ
พ.ค. 2562 : เบร็กซิตเป็นอัมพาต เมย์ลาออก จอห์นสันเสียบแทน
เมย์ ประกาศลาออกหลังล้มเหลวในการผ่าทางตันของสภาสามัญ เกี่ยวกับแนวทางการถอนตัวออกจากอียู ทำให้นายบอริส จอห์นสัน หนึ่งในแกนนำหลักของแคมเปญสนับสนุนเบร็กซิต ชนะการเลือกตั้งภายในพรรคอนุรักษนิยมและก้าวขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่
ธ.ค. 2562 : จอห์นสันนำทัพอนุรักษนิยมชนะเลือกตั้งถล่มทลาย
เมื่อสภาสามัญตกอยู่ในภาวะอัมพาตจากปมเบร็กซิต จอห์นสันตัดสินใจยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดอีกครั้ง และสามารถนำพรรคอนุรักษนิยมคว้าชัยชนะครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ยุคแลนด์สไลด์ของนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เมื่อปี 2530
ม.ค. 2563 : ปิดดีลเบร็กซิตสำเร็จ
จอห์นสันใช้เสียงข้างมากที่ได้มา ผลักดันข้อตกลงเบร็กซิตผ่านรัฐสภาอังกฤษและกรุงบรัสเซลส์สำเร็จ ทำให้สหราชอาณาจักรแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มกราคม 2020 กลายเป็นประเทศแรกที่ถอนตัวออกจากกลุ่มบล็อกการค้านี้
ก.ค. 2565 : จอห์นสันพ้นตำแหน่ง
จอห์นสันนำพาประเทศผ่านพ้นช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ปัญหาอื้อฉาวและข้อผิดพลาดที่สะสมเป็นหางว่าวเริ่มเกินกว่าจะรับไหว สุดท้ายเขาต้องยอมก้าวลงจากตำแหน่งหลังเกิดการก่อหวอดประท้วงของบรรดารัฐมนตรีในรัฐบาล
ก.ย. 2565 : ลิซ ทรัสส์ กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่โกลาหล
นางลิซ ทรัสส์ สืบทอดอำนาจต่อจากจอห์นสัน อย่างไรก็ตาม แผนงบประมาณที่เสนอการลดภาษีโดยไม่มีแหล่งรายได้รองรับ สร้างความตื่นตระหนกต่อตลาดการเงิน ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูง ทรัสส์ดำรงตำแหน่งได้เพียง 44 วัน ก่อนประกาศลาออก
ต.ค. 2565 : ริชี ซูแน็ก ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
ซูแน็กก้าวขึ้นมารับไม้ต่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของสหราชอาณาจักรในรอบไม่กี่เดือน พร้อมคำมั่นสัญญาว่าจะฟื้นฟูเสถียรภาพของรัฐบาล โดยเขาประกาศนโยบายหลัก 5 ประการที่มุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจ การยุติผู้อพยพผิดกฎหมาย และการปรับปรุงระบบสาธารณสุข ต่อมาในเดือนก.พ. 2566 ซูแน็กสามารถบรรลุข้อตกลงกับอียูเรื่องกฎระเบียบการค้าในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งช่วยพัฒนาความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปให้ดีขึ้น
พ.ค. 2567 : ซูแน็กประกาศเลือกตั้ง
ด้วยคะแนนนิยมที่ตามหลังพรรคแรงงาน อยู่ถึงประมาณ 20 จุดในโพล ซูแน็กตัดสินใจประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 4 ก.ค. 2567
ก.ค. 2567: สตาร์เมอร์ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
หลังพรรคแรงงานชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย สตาร์เมอร์ประกาศว่า “เราเคยบอกว่าจะยุติความวุ่นวาย และเราจะทำเช่นนั้น” อย่างไรก็ตาม พรรคแรงงานได้รับสัดส่วนคะแนนเสียงต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่สำหรับรัฐบาลที่ครองเสียงข้างมาก
ส.ค. 2567 : สตาร์เมอร์เตือน “สถานการณ์จะแย่ลงไปอีก”
สตาร์เมอร์ออกโรงเตือนเกี่ยวกับสถานะทางการคลังของประเทศ โดยระบุว่าพรรคแรงงานต้องรับช่วงต่อ “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” พร้อมบอกกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า “สิ่งต่าง ๆ จะแย่ลงไปอีก ก่อนที่มันจะค่อย ๆ ดีขึ้น”
ต.ค. 2567 : งบประมาณฉบับแรกของพรรคแรงงาน
นางราเชล รีฟส์ รมว.กระทรวงการคลัง ประกาศปรับขึ้นภาษีมูลค่ารวมถึง 40,000 ล้านปอนด์ ( ราว 1.74 ล้านล้านบาท ) ต่อปี โดยหลัก ๆ มาจากการเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้าง ส่งผลให้ภาระภาษีของประเทศพุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และจุดชนวนให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากภาคธุรกิจ
ก.พ. 2568 : พรรครีฟอร์มยูเค ของไนเจล ฟาราจ พุ่งแรง
พรรคการเมืองขวาจัดที่มีนโยบายต่อต้านผู้อพยพอย่าง “รีฟอร์ม ยูเค” ภายใต้การนำของแกนนำขับเคลื่อนเบร็กซิตอย่างนายไนเจล ฟาราจ ทำคะแนนโพลแซงหน้าพรรคแรงงานได้เป็นครั้งแรกในระดับชาติ และครองอันดับหนึ่งในโพลนับตั้งแต่นั้นมา
มิ.ย. 2568 : สมาชิกพรรคแรงงานก่อหวอด บีบสตาร์เมอร์กลับลำนโยบายสวัสดิการ
สตาร์เมอร์ถูกกดดันอย่างหนักจากภายในพรรคแรงงาน จนต้องยอมยกเลิกแผนการตัดลดงบประมาณสวัสดิการสังคม หลังสมาชิกสภาสามัญในพรรคแรงงานขู่ว่ าจะลงมติคว่ำร่างกฎหมายของรัฐบาล
ก.ย.2568-เม.ย. 2569 : เรื่องอื้อฉาว “แมนเดลสัน”
แรงกดดันต่อตัวสตาร์เมอร์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากปมที่เขาแต่งตั้ง นายปีเตอร์ แมนเดลสัน เป็นเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำกรุงวอชิงตัน ซึ่งต่อมาแมนเดลสันถูกปลดจากตำแหน่งเนื่องจากมีการเปิดโปงความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ นายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตอาชญากรทางเพศชาวอเมริกันผู้ล่วงลับ เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามตามมาอย่างหนัก เกี่ยวกับวิจารณญาณ และกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติโดยรัฐบาลของสตาร์เมอร์
พ.ค. 2569 : ความพ่ายแพ้ย่อยยับในการเลือกตั้งท้องถิ่น
พรรคแรงงานต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างหนักหน่วงในการเลือกตั้งท้องถิ่นของอังกฤษ รวมถึงการเลือกตั้งสภาของสกอตแลนด์และเวลส์ ตอกย้ำความแคลงใจต่อความสามารถในการบริหารประเทศของสตาร์เมอร์ โดยมีพรรครีฟอร์มยูเคเป็นฝ่ายโกยคะแนนเสียงไปได้มากที่สุด
พ.ค. 2569 : เวส สตรีทติง ลาออกจากรัฐมนตรีสาธารณสุข
นายเวส สตรีทติง ประกาศลาออกจากตำแหน่งรมว.กระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่าเขาหมดความเชื่อมั่นในภาวะผู้นำของสตาร์เมอร์ พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดศึกชิงเก้าอี้ผู้นำพรรคคนใหม่ ซึ่งเขาแสดงความจำนงที่จะลงแข่งขันด้วย
มิ.ย. 2569: จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีกลาโหมลาออก
นายจอห์น ฮีลีย์ รมว.กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร ตัดสินใจลาออกเซ่นปมขัดแย้งเรื่องงบประมาณด้านการป้องกันประเทศที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน ฮีลีย์กล่าวหาว่า สตาร์เมอร์ล้มเหลวในการจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ ท่ามกลางภัยคุกคามที่รุมเร้า
มิ.ย. 2569 : แอนดี เบิร์นแฮม พิสูจน์จุดแข็งล้มรีฟอร์มยูเค
นายแอนดี เบิร์นแฮม นายกเทศมนตรีเขตเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมของสมาชิกสภาสาญ โดยสามารถโค่นผู้สมัครของพรรครีฟอร์มยูเคลงได้อย่างราบคาบ เปิดทางให้เขากลับเข้าสู่สเส้นทางการเมืองระดับชาติ และเป็นการทลายกำแพงด่านสำคัญ ในการท้าชิงเก้าอี้ผู้นำพรรคแรงงาน.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



