วันที่ 23 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการ Thailand FastPass ร่วมมือกับ 8 หน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเน้นความรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน

ยอมรับว่าที่ผ่านมาประเทศไทยอาจถูกมองว่าขาดความสะดวกและมีความระมัดระวังจนเกินไป ส่งผลให้เสน่ห์ในการเป็นฐานการผลิตลดลง รัฐบาลชุดนี้จึงมีนโยบายปรับเปลี่ยนบทบาทของหน่วยงานรัฐ จากเดิมที่เป็น Regulator (ผู้ควบคุมกฎ) มาเป็น Facilitator (ผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก) เพื่อผลักดันให้การประกอบธุรกิจบรรลุผลสำเร็จด้วยความรวดเร็ว โดยยึดหลักความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างรัฐและเอกชน

“รัฐบาลจะทำหน้าที่ช่วยผลักดันความปรารถนาของท่านให้สำเร็จ หากท่านทำตามกฎหมายและข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด เราจะเปลี่ยนจากความไม่แน่นอน (Uncertainty) ให้เป็นความสะดวกสบายและความรวดเร็ว”

นายอนุทิน ได้ยกตัวอย่างการจัดตั้งโรงงานในอดีตที่อาจต้องรอการตรวจเอกสารและขั้นตอนต่างๆ นานถึง 9 เดือน ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกภาระต้นทุนทางการเงินและเสียโอกาสทางธุรกิจ ภายใต้นโยบายใหม่ หากผู้ลงทุนสามารถยืนยันได้ว่ามีการออกแบบทางวิศวกรรม และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงไม่มีการใช้แรงงานผิดประเภท รัฐบาลจะอนุญาตให้ดำเนินการสั่งเครื่องจักรและเริ่มก่อสร้างได้ทันที โดยภาครัฐจะใช้การตรวจสอบภายหลัง ทุก 5-10 เดือนแทน

ประเทศไทยมีความพร้อมด้านสาธารณูปโภค โลจิสติกส์ และเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยอยู่แล้ว แต่จุดที่ล่าช้าที่สุดคือ “การอนุมัติ” ซึ่งรัฐบาลมองว่าคือความด้อยประสิทธิภาพของระบบราชการที่ยอมรับไม่ได้ โดยเป้าหมายสูงสุดคือการก้าวไปสู่จุดที่เป็น One-stop service ที่แท้จริง เพื่อยกระดับอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจของไทยให้ดีขึ้น

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า พร้อมส่งมอบใบรับรองให้แก่บริษัทชั้นนำจากทั่วโลก 23 แห่ง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนและเศรษฐกิจของภูมิภาค

รัฐบาลกำหนดให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” โดยกลไก Thailand FastPass จะเป็นคำมั่นสัญญาในการอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน ทั้งในด้านความรวดเร็ว ความชัดเจน และการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ สะท้อนจากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในปี 2568 ที่สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2569 มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 142% สอดคล้องกับอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยโดย IMD ที่ขยับขึ้นจากอันดับ 30 มาอยู่ที่ 26 โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของเศรษฐกิจในการดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) ที่กระโดดขึ้นจากอันดับ 30 มาอยู่อันดับที่ 24

นายเอกนิติ เน้นย้ำว่าไทยแลนด์ ฟาสต์พาส ไม่ใช่เพียงแค่ช่องทางด่วน (Fast Track) แต่คือการดูแลอย่างรวดเร็ว (Fast Care) เพื่อเปลี่ยนใบสมัครให้เป็นการลงทุนจริง ซึ่งเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแล้วในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา โดย GDP ขยายตัว 2.8% และการลงทุนภาคเอกชนเติบโตถึง 10.1% ซึ่งเป็นการเติบโตในระดับเลขสองหลัก (Double Digit Growth) ครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในปี 69-70 เงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงผ่านโครงการ BOI FastPass และ Thailand FastPass รวมเกือบ 700,000 ล้านบาท

กางแผน 5 ประโยชน์หลักสู่เศรษฐกิจฐานราก เม็ดเงินลงทุนดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่

1.Investment Led Growth: การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่นำโดยการลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและเพิ่มศักยภาพในระยะยาว

2.สร้างงานและอาชีพใหม่: ไม่ใช่เพียงแรงงานในโรงงาน แต่รวมถึงสายงานวิศวกร, ช่างเทคนิค, นักบัญชี, ไอที และโลจิสติกส์

3.การถ่ายทอดทักษะใหม่ (Knowledge Transfer): ยกระดับทักษะแรงงานให้มีรายได้สูงขึ้น

4.โอกาสของซัพพลายเออร์ไทย: เชื่อมต่อบริษัทข้ามชาติกับผู้ผลิตชิ้นส่วน, ผู้รับเหมา และ SME ไทย

5.เงินหมุนเวียนในพื้นที่: กระตุ้นธุรกิจร้านอาหาร ที่พัก และบริการในท้องถิ่น

นายเอกนิติ ระบุว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ตามเป้าหมายที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ว่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวมากกว่า 3% (3% Plus) และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสู่ระดับโลกให้ได้ภายใน 4 ปี โดยรัฐบาลพร้อมเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า โครงการ Thailand FastPass เป็นกลไกความร่วมมือระหว่าง 8 หน่วยงานนำร่อง ที่มีบทบาทสำคัญในการอนุมัติและอนุญาตการประกอบธุรกิจในไทย ประกอบด้วย บีโอไอ, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), กรมศุลกากร, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

ทั้งนี้ ในระยะแรกโครงการจะเน้นไปที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ โดยเป้าหมายหลักคือการลดระยะเวลาในขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเริ่มต้นธุรกิจ อาทิ การพิจารณาโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุน, การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA), การขอใช้ที่ดินและก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรม, การขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน, การจัดตั้งเขตปลอดอากร รวมถึงการขอใช้ไฟฟ้าและใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า

เลขาฯ บีโอไอ ระบุว่า ทุกหน่วยงานมีเป้าหมายร่วมกันที่จะลดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติลง 20-50% ซึ่งจะช่วยให้โครงการที่ได้รับสิทธิ Fast Pass สามารถเริ่มการลงทุนจริงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเร่งการลงทุน แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่กลุ่มนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ว่าประเทศไทยมีความชัดเจน โปร่งใส และมีความพร้อมในการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจตามมาตรฐานสากล เพื่อตอกย้ำจุดแข็งของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค”