ทำเอาแฟนคลับพากันลุ้นพากันเชียร์จนตัวโก่ง สำหรับพระเอกหนุ่มฮอตมาดเข้ม “เข้ม-หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล” ที่ล่าสุดได้เดินทางมาร่วมงาน Welcome Home The Journey พร้อมอัปเดตเรื่องราวหัวใจที่หลายคนคอยลุ้นว่าเมื่อไหร่จะมีสะใภ้ไปฝากคุณยายสักที 

โดย เข้ม เผยว่า “ยายถามเรื่องลูกสะใภ้หรือยัง ก็ยังครับ เพราะว่าหลานมีเยอะแล้ว ของเข้มเขาก็ไม่ได้คาดหวังแล้ว แบบนี้ก็มีไม่มีก็ไม่เป็นไร แล้วคนคุยตอนนี้เราไม่มีหรอ มันทุกวันเนี่ยเขาเรียกว่าอะไรอ่ะ เกณฑ์ในการเรียกคนคุยเรียกว่าแฟนมันไม่ค่อยมีละ ผมก็อยู่ของผมสนุกๆ มันก็มีคุยบ้างครับเรื่อยๆ มีบ้างออกไปบ้าง เข้าออกเข้าออก ถามว่าเค้าออกถี่ไหม ไม่ถี่ครับมันก็เป็นช่วงๆ

ถามว่าช่วงนี้เป็นยังไง เป็นช่วงเข้าหรือออก ก็ดีครับ ออกครับ ช่วงดูบอลแล้วก็จะไม่ค่อยแบบ…ผมเป็นคนที่ติดฟุตบอลมากเลย ก็เลยจะไม่ค่อยมีเวลาได้คุยได้อะไร แบบอยู่กับฟุตบอลดูบอลโลกกับเพื่อนๆ อะไรอย่างนี้ เลยไม่ค่อยมีเวลาให้เขา ไม่มีเวลาให้ใครเลยตอนนี้ ถามว่าไม่มุ่งหมายแบบตั้งเป้าว่าเฮ้ยเดี๋ยวอายุก่อนเท่านี้จะมีแฟนอะไรอย่างนี้เหรอ ไม่ละ ชิลชิลไปเลย มีก็มีไม่มีก็ไม่เป็นไรนะ คือก็แบบผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร ถ้าแบบเขาเข้ามาพูดคุยทักทายแล้วเขาก็ไป เขาเรียกว่าอะไร สถานะแบบฟรีแลนซ์อะ (หมดสัญญากันแล้วก็ไป?) อะไรอย่างงั้น (หัวเราะ)

ส่วนอยากฟรีแลนซ์ไหมหรือว่าอยากประจำ คือผมเฉยๆ เพราะว่าในทุกๆ ช่วงเวลาของผมอ่ะมีความสุขดีอยู่แล้ว มันก็เลยไม่ค่อยมีความรู้สึกว่าโหยหา แต่เพราะเราเป็นคนที่ชอบให้คำปรึกษาคนแล้ว เราก็ไม่เหนื่อยด้วยแหละ ไม่เหนื่อยที่รับฟังเพื่อน รับฟังคนอื่น เรียบเรียงความรู้สึกอะไรอย่างนี้มันเลยแบบว่าเออไม่รู้จะแบบว่า… ผมไม่มีมุมอ่อนแอด้วยแหละมั้ง ผมปฏิเสธความเครียดได้ง่ายด้วยล่ะครับ ถามว่าเราไม่เสียดายความหล่อของตัวเองเหรอ แบบส่องกระจกแล้วแบบอุ๊ยหล่อจังเลยน่าจะแบบมีเจ้าของมีแฟนได้แล้วอะไรแบบนี้ คนหล่อต้องมีแฟนเหรอ ผมก็คิดว่าไม่เสมอไป

สำหรับอาการแพนิคของเรา ดีขึ้นครับ รุ่นพี่ที่เขาเป็นหมอ… จริงๆ เราอ่ะไม่รู้อาการว่าสิ่งที่เราเป็นปัจจุบันอยู่คืออะไร เมื่อก่อนน่ะสร้างตัวตนเพื่อที่จะทำงานเจอคนเอาใจคน ยิ้มรับมือกับทุกสถานการณ์อะไรอย่างนี้ แล้วพอมันสะสมมาเรื่อยๆ เวลาไปออกงานเจอคนเยอะๆ จะรู้สึกแบบว่าประหม่า แพคนิค นั้นแหละครับ คือตอนแรกอ่ะไม่รู้ มันมารู้อาการของตัวเองอ่ะตอนไปประกาศรางวัล แล้วมันรู้สึกหายใจไม่ออก มันจะขาดอากาศหายใจตรงนั้น ก็ไม่รู้ว่ามันคืออาการอะไรก็เก็บมาเรื่อยๆ แล้วลองสังเกตตัวเองดูว่าตอนนี้เราเป็นอะไรอยู่ จนมารอบสองก็เป็นอีก เลยไปถามรุ่นพี่ที่เขาเป็นหมอ เขาบอกว่ามันคือแพนิค มันคือเคมีในสมองบางอย่างที่มันแบบถูกสะสมมาจนทำให้เราตื่นกลัวได้ง่าย

คุณหมอแนะนำว่า ให้ธรรมชาติบำบัดครับ คือจริงๆ เขาก็บอกให้เรา… คือเมื่อก่อนเป็นคนที่ตั้งความหวังเยอะกับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก แล้วสิ่งที่แก้เราได้ไง ก็คือเลิกคาดหวัง ปล่อยให้ธรรมชาติมันยังคงเดินทางของมันไป ใช้ชีวิตให้มันมีความสุขในทุกวินาที อยากทำอะไรเราก็ทำไม่อยากทำเราก็ปฏิเสธ ซึ่งเมื่อก่อนเราจะแบบว่าได้ครับ รับปากไปหมด แต่ว่าสิ่งที่มันย้อนกลับมาพอเราทำไม่ได้ เราก็จะผิดหวังกับตัวเอง มันก็เลยสะสมมาจนเกิดเป็นแพนิคครับ คือเราไม่ได้อยู่ในสเตจที่ต้องทานยาอะไรอย่างนี้ ด้วยความที่เราเป็นคนที่ค่อนข้างที่จะไม่ค่อยเก็บมาเครียดแต่ว่าสิ่งที่เราเป็นน่ะเราไม่รู้ตัว แต่ว่าเราก็ค่อยๆ กำจัดมันต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนี้เราสงบแล้ว เอาอยู่แล้ว มีความสุขเลยครับ แต่ว่ามันก็มีอาการบ้างถ้าเกิดเป็นงานใหญ่ๆ ที่เราต้องขึ้นไปโชว์ ออกไปพูดประกาศอะไรอย่างนี้เราก็จะแบบว่าเลี่ยงๆ ถามว่ามันเป็นแค่เวลาขึ้นเวทีหรือว่าเป็นงานอื่นๆ ด้วย ถ้าเกิดไปอยู่ในพื้นที่ที่ทุกสายตาจับจ้องมาที่เรา เป็นงานทางการที่ห้ามพูดผิดนู้นนี่มันก็จะเป็นครับ ถ้าเป็นอีเวนต์ หรืองานที่เป็นในพื้นที่ของเราเองก็จะไม่เป็นไร เราควบคุมได้ แต่ถ้าหากเป็นงานที่ต้องฟิกซ์เวลา แบบขึ้นเวลานี้ลงเวลานี้ มันจะประหม่า”