เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 69 ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาพิเศษในกิจกรรม “เวทีร่วมออกแบบพิมพ์เขียวการศึกษาและระบบนิเวศการเรียนรู้จังหวัดปัตตานี : Pattani Co-Design Forum on Education Futures and Learning Ecosystems” ณ อาคารอธิการบดี (ตึกเรือ) ชั้น 4 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีผู้บริหารจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนักเรียน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดในอนาคต

ในการปาฐกถาพิเศษ นายตติยภัทร์ได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการสู่การปฏิบัติ โดยเน้นย้ำการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญทั้ง 5 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาผู้เรียน การดูแลครู การสร้างโอกาสทางการศึกษา และการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำนโยบายสำคัญ Thailand Zero Dropout ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติของกระทรวงศึกษาธิการ โดยยืนยันว่า เด็กทุกคนต้องมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ไม่ว่าจะหลุดออกจากระบบด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว หรือข้อจำกัดด้านอื่น ๆ เพราะไม่มีเด็กคนใดควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง กระทรวงศึกษาธิการพร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในการติดตาม ค้นหา และพาเด็กกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้อีกครั้ง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทของตนเอง ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาอาชีพ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสะสมหน่วยการเรียนรู้ เพื่อให้ทุกคนสามารถออกแบบเส้นทางการศึกษาของตนเองได้อย่างยืดหยุ่นและไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบเดิม

พร้อมกันนี้ นายตติยภัทร์ได้สะท้อนมุมมองต่อการออกแบบระบบนิเวศการเรียนรู้ของจังหวัดปัตตานีว่า แม้จังหวัดจะมีเป้าหมายในการก้าวสู่ Learning City แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้าง Co-Learning Space หรือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วน เพราะการศึกษาของปัตตานีมีความหลากหลายและยืดหยุ่น ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ ศาสนา ชุมชน และภาคประชาสังคม จึงจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานของทุกองค์กรให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ทุกพื้นที่สามารถเป็นประตูแห่งโอกาสในการพัฒนาเด็กและเยาวชน

โฆษกกระทรวงศึกษาธิการยังกล่าวถึงจุดแข็งสำคัญของเยาวชนจังหวัดปัตตานี ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่มีคุณค่าในการพัฒนาพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถด้านภาษาที่หลากหลาย ทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ซึ่งควรได้รับการต่อยอดให้เป็นศักยภาพในการแข่งขันของคนรุ่นใหม่ในอนาคต

“เป้าหมายของเราคือการทำให้นักเรียนได้อยู่ในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เป็นทั้ง Safe Zone ที่สร้างความอบอุ่นทางใจ และ Safety Zone ที่สร้างความปลอดภัยในทุกมิติ ขณะเดียวกัน เราจะไม่ปล่อยให้เด็กคนใดหลุดออกจากระบบการศึกษา หากหลุดไปแล้ว เราจะช่วยกันพากลับมา และเปิดโอกาสให้เขาได้เลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับชีวิตของตนเอง เพราะการศึกษาไม่ควรมีประตูเพียงบานเดียว แต่ต้องมีหลายเส้นทางสำหรับทุกคน การยกระดับการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อให้เด็กปัตตานีมีศักยภาพ มีโอกาส และมีอนาคตที่ดีอย่างยั่งยืน” นายตติยภัทร์ กล่าว.