เมื่อวันที่ 3 ก.ค. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ปกรณ์ นิลประพันธ์ – Pakorn Nilprapunt” ถึงปัญหาการทุจริตในการสอบบรรจุข้าราชการ ว่า การทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นในระบบราชการ ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายจัดการเรื่องนี้โดยตรง จะดีหรือไม่ถ้าจะมีกฎหมายกำหนดความผิดในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ โดยมีเหตุผล คือข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีหน้าที่และอำนาจในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ รวมถึงการบริหารราชการแผ่นดิน  ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐจึงต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง และมีความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ 

นายปกรณ์ ระบุอีกว่า การคัดกรองบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งหรือเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐทุกประเภทและทุกระดับจึงต้องเป็นกระบวนการที่มีคุณภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และปราศจากการทุจริตในทุกขั้นตอน เพื่อคัดกรองให้ได้คนเก่งและดีเข้ามาทำงานในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งจะทำให้การบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ และการบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส หากมีการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ ก็จะทำให้ได้คนทุจริตซึ่งไม่มีคุณภาพ เข้ามาทำหน้าที่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ และการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งย่อมบังเกิดผลเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติตามมา แต่ปรากฏว่ามีการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐอยู่เนืองๆ โดยใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้ตัวเองหรือผู้อื่นสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งหลายกรณีมีการกระทำกันเป็นขบวนการ มีผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งยิ่งทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐ จึงสมควรกำหนดให้มีความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำความผิดอันมีผลต่อเนื่องที่ร้ายแรงต่อประเทศในระยะยาวเช่นนี้ขึ้น  

นายปกรณ์ ระบุว่า ส่วนสาระสำคัญ คือ 1.กำหนดให้การทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือการเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นความผิดอาญา 2.ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย ​3.เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตาม  2.ให้ ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ ปปง. จัดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

4.ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. หรือสำนักงาน ปปง. มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวน แล้วแต่กรณี ดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว 5.เมื่อมีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามข้อ 4 ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการให้มีการสอบบรรจุ มีคำสั่งให้ยุติการดำเนินการสอบบรรจุไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่า ป.ป.ช., ป.ป.ท. หรือ ปปง. จะมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวนสอบสวน 6.ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ และให้ตัดสิทธิเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง 7.ในกรณีผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ให้ไล่ออกจากราชการ และต้องรับโทษหนักขึ้นอีกเท่าหนึ่ง.