ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายในการดูแลกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไตวายเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายในการล้างไตสูงถึง 18,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งกว่า 1 ใน 3 มีสาเหตุหลักมาจากโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้

เบาหวานระยะสงบในบริบทสังคมไทย

ดังนั้นการส่งเสริมให้โรคเข้าสู่ระยะสงบจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง อาทิ เบาหวานขึ้นตา โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงช่วยลดงบประมาณด้านสาธารณสุขในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO )สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่ายได้ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาและเสริมสมรรถนะบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการบริการผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบในบริบทของประเทศไทย 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 โครงการฯจัดกิจกรรมสรุปผลการดำเนินงาน ภาวะที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ Diabetes Mellitus Remission (DM Remission) ภายใต้โครงการพัฒนาและเสริมสมรรถนะบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการบริการผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบในบริบทของประเทศไทย พร้อมแลกเปลี่ยนบทเรียนและข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อขยายบริการเบาหวานระยะสงบผ่านระบบบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ  ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 

ลดน้ำหนักตัวลง10เปอร์เซนต์ของน้ำหนักตัว

  ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า สถานการณ์โรคเบาหวานในไทยยังน่าเป็นห่วง ข้อมูลจากการสำรวจ โดยการตรวจร่างกาย พบความชุกของโรคเพิ่มจากร้อยละ 6.6 ในปี 2547 เป็นร้อยละ 10.6 ในการสำรวจปี 2567-2568 ในจำนวนนี้มีผู้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเพียง 1 ใน 3 ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนระดับน้ำตาลไม่เข้าเกณฑ์เบาหวาน โดยไม่ต้องใช้ยาจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพแบบยั่งยืน ลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ ลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ และเป็นไปตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่จะหยุดยั้งการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเบาหวาน และลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ลงหนึ่งในสามภายในปี 2573

  “หลักการสำคัญ ที่ทำให้โรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ คือการลดน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ 10 ของน้ำหนักตั้งต้นในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่อ้วน ด้วยการควบคุมอาหารตามแนวทางที่เหมาะสม ควบคู่กับการเพิ่มกิจกรรมทางกาย หรือออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิก และแบบมีแรงต้าน ภายใต้การติดตามของบุคลากรทางการแพทย์”

คนไทยป่วยเบาหวาน2แสนคนต่อปี

ทั้งนี้ภาวะเบาหวานระยะสงบ (Diabetes Remission) หมายถึง สภาวะที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีอาการของโรคดีขึ้นจนระดับน้ำตาลในเลือดกลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติ และสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องใช้ยารักษา อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวมิใช่การหายขาดจากโรคอย่างถาวร แต่เป็นการที่โรคสงบลงซึ่งยังคงต้องอาศัยการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหากผู้ป่วยกลับไปมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม หรือเมื่อร่างกายเสื่อมถอยลงตามอายุขัย โรคเบาหวานก็มีโอกาสกลับมาปรากฏได้อีกครั้ง

รศ.นพ. เพชร รอดอารีย์ อุปนายกคนที่ 1 สมาคมโรคเบาหวานฯ กล่าวเสริมว่า จำนวนผู้ป่วยเบาหวานในไทยมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ปัจจุบันพบผู้ป่วยประมาณ 6  ล้านคน และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 แสนคนต่อปี หากปล่อยให้มีผู้ป่วยสะสมมากขึ้น จนนำไปสู่ผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคไตและเกิดภาวะไตวายมากขึ้น 

“การจัดการโรคเบาหวานเพื่อมุ่งสู่ระยะสงบ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นมาไม่เกิน 5 ปี เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อลดน้ำหนักให้ได้ 10% ซึ่งมีผลในการฟื้นฟูการทำงานของตับอ่อนและลดภาวะดื้ออินซูลินในผู้ป่วยอ้วน วิธีการนี้ถือเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุ (ย้อนรอยโรค) ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและยารักษาโรคร่วมได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีขึ้นในระยะยาว” รศ.นพ. เพชร รอดอารีย์ กล่าว

เบาหวานต้องขับเคลื่อนด้วยทีมสหวิชาชีพ

รศ.นพ. เพชร รอดอารีย์  กล่าวต่อว่าการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัย “ทีมสหวิชาชีพ” ประกอบด้วย พยาบาล นักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ และเภสัชกร เพื่อร่วมกันดูแลอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดสรรเวลาการทานยาให้สอดคล้องกับมื้ออาหารเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ทางโครงการยังส่งเสริมการทำงานเป็นทีมร่วมกับตัวผู้ป่วยเอง โดยถอดบทเรียนจากผู้ป่วยที่ควบคุมเบาหวานได้สำเร็จ มาสร้างเป็น “โมเดลต้นแบบ” หรือวิทยากรแกนนำเพื่อส่งต่อความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ป่วยรายอื่นต่อไป 

รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ป่วยจัดจานอาหารประทานอาหารแบบ 2:1: ประกอบด้วย พืชผักหรือใยอาหาร 2 ส่วน (ครึ่งจาน) โปรตีน 1 ส่วน (1/4 จาน) และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ อีก 1 ส่วน (1/4 จาน) เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งโมเดลอาหารนี้สามารถปรับใช้กับวัฒนธรรมการกินและวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยในทุกภูมิภาคได้อย่างลงตัวที่เรียกว่า “สยามไดเอท”การรับประทานร่วมกับน้ำพริกและผักเคียงประจำถิ่น ถือเป็นนวัตกรรมโภชนาการวิถีไทย 

สำหรับในระดับนโยบาย กระทรวงสาธารณสุขได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ผ่านแผนบริการสุขภาพ (Service Plan NCD) โดยกำหนดให้ “โครงการเบาหวานสงบ” เป็นตัวชี้วัดหลักของหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ โรงพยาบาลทุกแห่งต้องเก็บสถิติสัดส่วนผู้ป่วยที่เข้าสู่กระบวนการ และอัตราความสำเร็จในการเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบ ซึ่งในปัจจุบัน สถิติดังกล่าวมีความหลากหลายตามศักยภาพและความพร้อมของแต่ละพื้นที่ โดยบางแห่งสามารถทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบได้ร้อยละ 15 ขณะที่โรงพยาบาลที่มีความพร้อมสูงสามารถทำยอดได้สูงถึงร้อยละ 30–40

WHOชื่นชมไทยทำเบาหวานสงบสำเร็จ

ด้านนพ. กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้ทรงคุณวุฒิและประธาน WHO-CCS NCDs  ผู้ทรงคุณวุฒิ และประธานคณะทำงานแผนงานโรคไม่ติดต่อ (WHO-CCS NCDs) ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก  กล่าวว่า  โครงการได้สนับสนุนการจัดทำแนวปฏิบัติเพื่อให้โรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ ระบบการเรียนรู้แบบทางไกล ระบบสารสนเทศสำหรับการติดตามความดันโลหิต น้ำหนัก อาหาร ก้าวเดิน และระดับน้ำตาล เพื่อช่วยให้บุคลากรสาธารณสุขสามารถติดตามและสนับสนุนผู้เป็นเบาหวานได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำปฏิทินสื่อการเรียนรู้  ซึ่งองค์การอนามัยโลกชื่นชมประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการจัดการโรค NCDs และการบุกเบิกนโยบายเบาหวานระยะสงบ

“ประเทศไทยเป็นกลุ่มประเทศแรกๆ ที่ผลักดันนโยบาย ‘เบาหวานระยะสงบ’ คาดหวังว่า การดำเนินงาน DM Remission  จะกระตุ้นให้ภาคประชาสังคม และนโยบายด้านสาธารณสุข เห็นว่า การรักษาเบาหวานสามารถทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพายาเป็นหลัก  ขณะเดียวกัน นักกำหนดอาหารในพื้นที่ ก็ถือเป็นบุคลากรสำคัญที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ด้วย”

บทพิสูจน์เบาหวานไม่ใช่พันธุกรรม

นพ. เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวถึงการขับเคลื่อนงาน DM Remission  นี้ ช่วยเปลี่ยนระบบสุขภาพจากการรักษาเมื่อเกิดโรคไปสู่การสนับสนุนให้ประชาชนดูแลตนเอง โดย สสส. สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร ระบบให้คำปรึกษาและสื่อสำหรับประชาชนที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ในปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนเรียนผ่านออนไลน์จำนวน 7,369 คน ได้รับประกาศนียบัตรจำนวน 4,185 คนแล้ว

“การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ E-Learning เบาหวานระยะสงบ มีการวัดผล และสามารถนำไปใช้ประโยชน์จริง  โดยเฉพาะเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) สำหรับคนทุกสถานะสุขภาพ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ยังช่วยลบความเชื่อเดิมที่ว่า เบาหวานเป็นเพียงเรื่องของพันธุกรรม และพิสูจน์ให้เห็นว่า แค่ปรับวิธีการกินอยู่ ก็สามารถหายจากเบาหวานได้”

  ด้านนพ.กฤช ลี่ทองอิน  ผู้ทรงคุณและที่ปรึกษาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า  ได้จัดเตรียมระบบบริการและกลไกทางการเงินเพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่หน่วยบริการ ที่สามารถดูแลผู้ป่วยจนเข้าสู่ระยะสงบได้สำเร็จตามเกณฑ์ที่กำหนด