เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่หอประชุมคุรุสภา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครบรอบ 23 ปี โดยได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า สพฐ.ถือเป็นองค์กรหลักด้านการศึกษาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ รับผิดชอบดูแลสถานศึกษาเกือบ 30,000 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนในความดูแลกว่า 6 ล้านคน และมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 400,000 คน ซึ่งตลอดระยะเวลา 23 ปีที่ผ่านมา ได้สะท้อนบทบาทสำคัญของ สพฐ. ในการขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งในตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา สพฐ. ได้วางรากฐานการศึกษาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ห่างไกล ผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วทุกภูมิภาค พร้อมยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมเน้นย้ำอยู่เสมอว่า การพัฒนาการศึกษาของไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ภายใต้แนวคิด “All for Education” ซึ่งเชื่อมั่นว่าพลังแห่งความร่วมมือจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ โดยรัฐบาลยังได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการส่งเสริมการบริจาคเพื่อการศึกษา ที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากเดิม 1 เท่า เป็น 2 เท่า เพื่อร่วมกันพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการกพฐ.กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 23 ปีที่ผ่านมา สพฐ. ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าเด็กจะเกิดในสภาพแวดล้อมใด หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม ย่อมสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในอนาคตได้ ทั้งนี้ สพฐ. จะเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาภายใต้แนวคิด “All for Education” ที่มุ่งเน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย เพื่อให้เด็กและเยาวชนของไทยมีความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ คิดเป็น วิเคราะห์เป็น สามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์



