เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ปกรณ์ นิลประพันธ์ – Pakorn Nilprapunt แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า มอบหมายให้ ก.พ.ศึกษามาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) สำหรับข้าราชการ ให้มีผลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อแสดงถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะผลักดันเรื่องนี้
ส่วนเรื่องสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ขอให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ศึกษาวิธีการนำระบบประกันสุขภาพมาใช้เพื่อทดแทนระบบปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ซึ่งรายจ่ายประจำมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จ บำนาญ รวมกันเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมขนาดกำลังคน และค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคเพื่อควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มและปรับลดจำนวนลงให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันวางแผนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว และนำเสนอ ก.พ. เพื่อพิจารณาต่อไป
นายปกรณ์ ยังระบุถึงกรณีทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน ว่าแม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสำนักงาน ก.พ. แต่เรื่องดังกล่าวก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบแบบเหมารวม ส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อระบบราชการอย่างรุนแรง จึงขอให้สำนักงาน ก.พ. ประสานกับสมาคม องค์กร หรือกลุ่มข้าราชการต่างๆ ดำเนินการในเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาศักดิ์ศรีของข้าราชการ พลเรือนในภาพรวมต่อไป
โดยมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบพนักงานราชการเพื่อให้การโอนย้าย หรือสับเปลี่ยนตำแหน่งมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยที่ประชุมบอร์ด ก.พ.ได้มีมติเห็นชอบมาตรการจัดการทุจริตสอบเข้ารับราชการ และให้นําเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป คือ การตัดสิทธิและขึ้นแบล็กลิสต์ (Blacklist) กำหนดให้ผู้ทุจริตสอบภาค ก. มีลักษณะต้องห้ามเข้ารับราชการ โทษวินัยสูงสุดไล่ออกสถานเดียว ถือเป็นการผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หากถูกตั้งสอบวินัยให้สั่งพักหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยมีบทลงโทษขั้นเด็ดขาดคือไล่ออกเท่านั้น จัดทำฐานข้อมูลกลาง รวบรวมรายชื่อผู้ทุจริตจากทุกองค์กรบริหารงานบุคคล เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางให้หน่วยงานรัฐทั่วประเทศใช้ตรวจสอบผู้สมัคร ให้อำนาจเลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจสั่งเพิกถอนใบรับรองผ่านภาค ก. ได้ทุกกรณี
และแผนปฏิบัติการ 3 ระยะ โดยระยะสั้น 1 ปี ออกหลักเกณฑ์ลักษณะต้องห้ามและบังคับใช้มาตรฐาน โทษวินัย ระยะกลาง 3 ปี ปรับการสอบภาค ก. เป็น e-Exam 100% และเปิดใช้ฐานข้อมูลกลาง ตรวจสอบผู้ทุจริต และระยะยาว 5 ปี ออกกฎหมายอาญาเฉพาะ เพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ ด้วยโทษรุนแรง
พร้อมยังทบทวนอัตราเงินเพิ่มสำหรับข้าราชการที่ประจำอยู่ในต่างประเทศให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอัตราค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นมาก



