เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) กองทัพเรือ และลงพื้นที่ดูเขื่อนดักตะกอน บริเวณบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ที่เอกชนกัมพูชา ได้ก่อสร้างรุกล้ำลงไปในทะเล ว่า ต้องยอมรับว่า เขื่อนดักตะกอนที่อยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ได้ก่อสร้างท่าเรือขึ้นมา เพื่อรองรับเรือท่องเที่ยวเข้าประเทศเขา แต่เขื่อนดังกล่าวทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากตะกอนทั้งหมด ตกอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ทำให้น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งบ้านหาดเล็ก ซึ่งเรื่องนี้ต้องพูดคุยกัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2541 โดยตนได้ลงพื้นที่ไปรับทราบปัญหาแล้ว ขณะนี้รอให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น
เมื่อถามว่า จำเป็นจะต้องใช้ช่องทางของกระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้กฎหมายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ถูกต้อง เพราะเขื่อนดังกล่าวอยู่นอกประเทศของเรา ซึ่งหลักเขตที่ 71 ก็เห็นกันอยู่แล้ว ที่อยู่ห่างเพียงประมาณ 300 เมตร
เมื่อถามต่อว่า หลายฝ่ายกังวลว่า เขื่อนดักตะกอนจะกระทบต่ออธิปไตยทางทะเลของไทยนั้น พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ก็ถูกอีก พร้อมย้ำว่า หากสถานการณ์ดีขึ้น เราต้องมาพูดคุยกัน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างไร
เมื่อถามถึงกรณีที่ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งไม่ให้มีการรื้อถอนเขื่อนดักตะกอนออก พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ไม่รู้
พล.ท.อดุลย์ กล่าวถึงการที่กัมพูชากล่าวหาทหารไทยขว้างระเบิดเข้าใส่ จนทำให้กำลังพลกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ ว่า ข้อเท็จจริงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจากสาเหตุใด โดยมีความเป็นไปได้ว่ากำลังพลกัมพูชาอาจเหยียบกับระเบิดที่มีอยู่ในพื้นที่เอง เมื่อกัมพูชาวางไว้เอง จึงไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรในประเด็นนี้
“ส่วนแนวทางการพูดคุยเพื่อคลี่คลายสถานการณ์โดยรวม ผมได้หารือกับ รมว.ต่างประเทศแล้ว โดยเห็นว่าไทยและกัมพูชาไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ ขณะที่ประชาชนทั้งสองประเทศเคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชานำประเด็นชายแดนไปเชื่อมโยงกับการเมืองภายในประเทศ หน้าที่สำคัญของฝ่ายไทยคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ว่ารัฐบาลสามารถคุ้มครองอธิปไตยของประเทศ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างเต็มที่”รมว.กลาโหม กล่าว



