เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน  ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ไทยมีความเสี่ยงรายจ่ายประจำสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณ 2571 อาจติดล็อกกฎหมายวินัยการคลัง ที่กำหนดให้รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณทั้งหมด และงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ขณะที่ กฎหมายหนี้สาธารณะ กำหนดไม่ให้ขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณบวกรายจ่ายคืนต้นเงินกู้ รัฐบาลไม่สามารถกู้มาจ่ายรายจ่ายประจำได้ต้องอาศัยจากรายได้ การก่อหนี้สาธารณะต้องนำมาใช้กับการลงทุนและต้องลงทุนอย่างน้อย 20% แต่อาจขาดความยืดหยุ่น หากปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีอยู่แล้ว และไม่สามารถเก็บภาษีและมีรายได้ครอบคลุมรายจ่ายประจำ ก็อาจเกิดปัญหาในการจัดทำงบประมาณได้

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่า สภาวะเช่นนี้ อาจส่งผลให้เกิดการปิดที่ทำการรัฐบาลชั่วคราว หรือ Government Shutdown แบบสหรัฐอเมริกา ตนจึงเห็นว่า ต้องปฏิรูปองค์กรรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดรายจ่ายประจำต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลง พร้อมกับต้องปฏิรูปรายได้ภาครัฐและขยายฐานภาษี หากทำได้เช่นนี้ก็ไม่ติดล็อกกฎหมาย แต่หากพยายามเต็มที่แล้วทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ทั้งลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ต้องกู้นอกระบบงบประมาณด้วยการออก พ.ร.ก. หรือ ต้องแก้กฎหมาย พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ขยับเพดานหนี้และเปิดให้รัฐบาลกู้ชดเชยขาดดุลได้มากขึ้น และ แก้ พ.ร.บ.วินัยทางการคลัง ลดสัดส่วนการลงทุนลง

นายอนุสรณ์ กล่าวต่ออีกว่า อย่างไรก็ตาม การดำเนินการด้วยวิธีดังกล่าว จะส่งสัญญาณต่อตลาด นักลงทุนและสาธารณชนว่า ไทยกำลังหย่อนยานทางวินัยการเงินการคลัง ความน่าเชื่อถือจะลดลง อาจถูกปรับลดอันดับเครดิต เพิ่มต้นทุนทางการเงินให้กับภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งการตัดลดงบประมาณรายจ่ายอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลัง ต้องปรับลดให้เหมาะสม เพราะอาจทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมายได้  

นายอนุสรณ์  กล่าวต่อว่า สัญญาณของงบประจำแนวโน้มเพิ่มขึ้น จนทะลุรายได้ของรัฐ ปรากฏชัดเจนในการจัดทำงบประมาณปี 2570 โดยงบประจำเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 1.31 แสนล้านบาท ทำให้งบประจำมาอยู่ที่ 2.78 ล้านล้านบาท เมื่อบวกกับรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 1.51 แสนล้านบาท จะเท่ากับรายได้ ขณะที่ รายจ่ายลงทุนกลับลดลง 7.2 หมื่นล้านบาท ลดลง 8.4% สะท้อนว่า ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและคุณภาพชีวิตอาจลดต่ำลงในอนาคตได้จากการลงทุนที่ลดลง

ส่วนทุนหมุนเวียนแม้เป็นเงินนอกงบประมาณ เมื่อมีปัญหาสภาพคล่อง รัฐบาลก็ต้องหาเงินงบประมาณมาอุดหนุนเพื่อให้สามารถทำงานตามพันธกิจได้ต่อไป ขณะเดียวกัน หากไม่ใช้จ่ายออกไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีเงินเหลือสะสมมากเกินไป รัฐก็อาจเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการนำงบประมาณรายจ่ายไปใช้ในการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ เช่นเดียวกัน 

นายอนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า หากใช้กรอบพลวัตหนี้สาธารณะของ IMF (Debt Dynamics Tool) สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุเพดาน 70% ไปแล้วเมื่อบวกหนี้จาก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาทและหนี้ธนาคารรัฐ (ภาระหนี้กึ่งการคลัง) ตาม พ.ร.บ.วินัยการคลัง มาตรา 28 โครงสร้างรายได้ภาษีของไทยพึ่งพาภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ภาษีสรรพสามิต ในสัดส่วนที่สูงมาก สูงถึงร้อยละ 55 ของรายได้ภาษีรวม ผู้มีรายได้น้อยต้องแบกรับภาระภาษีเมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้จริงในระดับที่สูงกว่าผู้มีรายได้สูง แหล่งรายได้หลักเพื่อนำมาจัดทำงบประมาณปี 70 ยังมาจากฐานภาษีที่แคบและยังมีการกระจุกตัวของภาระภาษี

“การบริหารงบประมาณคือโจทย์ใหญ่ที่โชว์ศักยภาพของรัฐบาล บ่งบอกวิสัยทัศน์ว่ารัฐบาลชุดนั้นจะนำพาประเทศให้เติบโตขึ้นได้อย่างไร แต่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 นี้ไม่ได้บอกว่าประเทศเราจะไปในทิศทางใด แต่กลับทำให้หนี้เพิ่มขึ้นและยังขาดแคลนแผนการลงทุนเพื่ออนาคต” นายอนุสรณ์ กล่าว