นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) เปิดเผยวิสัยทัศน์ภายหลังเข้ารับตำแหน่งว่า เฟทโก้มีเป้าหมายระยะยาวจะยกระดับตลาดทุนไทยไปสู่ระดับโลก ในสถานะตลาดพัฒนาแล้วภายใน 15 ปี เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ประเทศรายได้สูง ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงใน 12 ปี ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยเปิดประตูสู่กองทุนระดับโลก และลดต้นทุนการระดมทุนให้ภาคธุรกิจไทยอย่างมหาศาล
“ในอดีตเราอาจมุ่งเน้นเพียงการทำอย่างไรให้ดัชนีเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้ต้องมองว่าตลาดทุนจะช่วยประเทศได้อย่างไร ซึ่งโจทย์ใหญ่ของไทยคือการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ ซึ่งต้องมีการลงทุนมหาศาลเพราะขณะนี้เศรษฐกิจไทยห่างเหินการลงทุนมาระยะหนึ่ง และที่ผ่านมาลงทุนอยู่ที่ 22-23% ของจีดีพี ซึ่งถือว่าต่ำ จึงต้องการผลักดันให้กลับไปที่ 30% ของจีดีพีเหมือนในอดีต เพื่อให้ใกล้เคียงกับเวียดนาม แล้วแหล่งทุนสำคัญที่สุด ณ วันนี้ก็คือ ตลาดทุนที่จะช่วยเรื่องนี้ได้และต้องเป็นกลไกจัดสรรทรัพยากรไปสู่ภาคธุรกิจที่มีประสิทธิภาพที่สุด ต้องเป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่งให้ประชาชนทุกคน ไม่ใช่แค่ที่เล่นหุ้นของคนส่วนน้อย โดยเฉพาะในยุคสังคมสูงวัยที่ต้องส่งเสริมการออมที่มีคุณภาพ”
ทั้งนี้ จึงได้กำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางในวาระ 2 ปี คือ ต้องทำให้ตลาดทุนไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน รักษาความน่าสนใจและพัฒนาต่อเพื่อให้มีสภาพคล่องระยะยาวที่ต้องหาเงินเข้ามาเพิ่มขึ้นเพื่อลดทอนความผันผวนและตลาดทุนมั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันทำกฎเกณฑ์ทุกอย่างต้องเป็นสากล ภายใต้แผนงาน 5 ด้าน คือ 1.กระตุ้นแรงซื้อระยะยาว รัฐบาลต้องรีบออกโครงการทิสาที่เดินหน้าไปแล้ว 80-90% ขณะนี้เหลือขั้นตอนตกลงเรื่องของวงเงิน และจะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่
ขณะเดียวกันเน้นสภาพคล่องระยะยางโดยจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กปช.) ให้เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ ซึ่งนอกจากช่วยให้เข้าสู่สังคมสูงวัยแบบมีคุณภาพแล้วยังช่วยพัฒนาตลาดทุนมีสภาพคล่องระยะยาว ,ดึงดูดเงินเศรษฐีต่างชาติเข้ามามากขึ้น ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการความมั่งคั่งของคนรวยต่างชาติ อาทิ การทำวีซ่าระยะยาวผ่านการลงทุนในตลาดทุนจำนวนหนึ่ง รวมทั้งการตั้งธุรกิจบริหารความมั่งคั่งหรือเงินครอบครัว ,ดึงเงินไทยที่อยู่ต่างประเทศกลับเข้ามาจากธุรกิจที่ไปลงทุนต่างประเทศโดยชะลอเก็บภาษีระยะหนึ่งเพื่อเอื้อต่อธุรกิจเหล่านี้นำเงินเข้ามาลงทุนในตาดทุนไทย สุดท้ายแก้กฎเกณฑ์ให้สมาคมการค้าสามารถลงทุนในตลาดทุนได้
ด้านที่2.ส่งเสริมการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับโครงการภาครัฐเพื่อลดภาระงบประมาณ และผลักดันอุตสาหกรรม เช่น เอไอ และเทคโนโลยีเข้าสู่ตลาดผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี 3.ยกระดับเอสเอ็มอีและมาตรฐานสากลโดยเสนอให้ตั้ง เอสเอ็มอี เครดิตสกอร์ริ่ง เอเจนซี่ เพื่อเป็นตัวกลางประเมินความเสี่ยง ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงตลาดทุนได้จริง พร้อมปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานสากลเพื่อดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติ 4.สร้างความเชื่อมั่น มุ่งเน้นธรรมาภิบาลและความโปร่งใสต่อเนื่อง สุดท้าย 5.เชิงรุกด้านการสื่อสาร เพิ่มการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาคเอกชนและรัฐบาลอย่างใกล้ชิด



