เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน , ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย , นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชียวชาญด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ,ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรรรมศาสตร์
น.ส.สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เกลสกอร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ไทย (TCCA) นายก้าวโรจน์ สุตาภักดี Senior Leader, TNN Digital Channel นายปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี ช่อง 22 ,นายสุภโชค ภักรามรุต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อใหม่ PPTV และผศ.ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เข้าอบรมโครงการเพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชนเรื่อง “กระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัตน์ รุ่นที่ 3” ได้ร่วมเวทีเสวนา “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤติโลก” และ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ในสมรภูมิสื่อ?” เนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กทม. เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา

นายชวรงค์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีความหมายเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 เพียง 2 วันหลังประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ซึ่งนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ พร้อมระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบใหม่จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจโลก จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการกำหนดทิศทางประเทศ

นายชวรงค์ ยังได้กล่าวเน้นย้ำถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบและมีอิทธิพลต่อทุกภาคส่วนทั่วโลก ไม่จำกัดเพียงแค่วงการสื่อมวลชนเท่านั้น ตอนนี้เราปฏิเสธ AI ไม่ได้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือกลับมานั่งคิดว่า เราจะใช้มันอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ให้มันย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้กับสังคม รวมทั้งงานในแวดวงวิชาชีพสื่อของเรา”

นายชวรงค์ กล่าวต่อว่า ความน่าสนใจของ Agentic AI คือความสามารถในการคิดและตัดสินใจได้ด้วยตัวเองมากขึ้น เป็นเทคโนโลยีที่จัดการตัวเองได้ สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากมนุษย์เหมือนที่เคยเป็นมา มันสามารถคิดเผื่อไปข้างหน้า ถามเราล่วงหน้าว่าถ้ามีคำตอบแบบนี้ เราจะต้องการข้อมูลรูปแบบไหนต่อ ซึ่งนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะเข้ามามีบทบาทในวิชาชีพสื่ออย่างเลี่ยงไม่ได้
ด้าน นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤติโลกในปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤตที่ผ่านมา เพราะไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้นที่กระทบราคาพลังงานหรือการค้าโลก แต่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก ทั้งวิถีชีวิต วิธีการทำงาน วิธีการดำเนินธุรกิจ และการบริหารประเทศ โดยรัฐบาลจึงต้องมองสถานการณ์ในภาพใหญ่ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงประการที่ 1 จากโลกาภิวัตน์สู่โลกที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง (Security First) จากเดิมที่ภาคธุรกิจเลือกลงทุนในประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่ปัจจุบันให้ความสำคัญกับประเทศที่มีเสถียรภาพและห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงมากกว่า

“สมัยก่อนเราหาที่ที่ผลิตได้ถูกที่สุด แต่วันนี้ไม่ได้หาแค่ต้นทุนที่ถูกที่สุดแล้ว เราหาที่ที่มั่นคงที่สุด ไม่ใช่ Efficiency First แต่เป็น Security First” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนแปลงด้านที่ 2 คือ Greenergy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสงครามและความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทำให้ราคาพลังงานผันผวน ประเทศที่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งประเทศไทยยังนำเข้าพลังงานคิดเป็นเกือบร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติกว่าร้อยละ 60 จึงมีความเปราะบางต่อวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ ส่วนการเปลี่ยนแปลงด้านที่ 3 คือ AI Transformation ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของทุกภาคส่วน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปข้อมูล การแปลภาษา ไปจนถึงการตัดสินใจทางธุรกิจและการบริหารองค์กร โดยประเทศที่สามารถนำ AI มาปรับใช้ได้เร็ว จะได้เปรียบในการแข่งขัน

“วันนี้มันไม่ใช่แค่ Digital Transformation แต่มันคือ AI Transformation ใครขึ้นรถไฟขบวน AI ได้ก่อน ก็จะได้เปรียบ แต่ใครปรับตัวไม่ทัน ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า นอกจากปัจจัยภายนอก ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 เรื่อง ได้แก่ วิกฤติพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ และความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ทำให้ราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ วิกฤติครั้งนี้ไม่เหมือนวิกฤติในอดีต วิกฤติครั้งนี้เกิดจากพลังงาน เกิดจากสงคราม แล้วลามมาเป็นวิกฤติค่าครองชีพ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ รัฐบาลได้กำหนดกรอบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “5T” ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency และ Together ซึ่งเป็นทั้งแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว

นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักการข้อแรก Target คือ การใช้นโยบายและงบประมาณอย่างตรงเป้าหมาย เพราะทรัพยากรของรัฐมีจำกัด การดำเนินมาตรการต่าง ๆ จึงต้องมุ่งช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งประชาชนรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และเอสเอ็มอี แทนการใช้งบประมาณแบบหว่านทั่วประเทศ พร้อมออกแบบมาตรการที่ไม่ใช่เพียงการเยียวยาระยะสั้น แต่ต้องช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในระยะยาว
นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวอย่างคือโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่รัฐบาลไม่ได้มุ่งเพียงกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI “นกกระซิบ” เข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อย วิเคราะห์ยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า ต้นทุนสินค้า ช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด รวมถึงช่วยจัดทำบัญชีเบื้องต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจรายเล็ก

“เราไม่ได้คิดแค่ช่วยเขาสั้นๆ แล้วจบ แต่ต้องทำให้เขาเก่งขึ้น แข่งขันได้มากขึ้น และอยู่ได้ด้วยตัวเอง” นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่นายโชค ผู้ก่อตั้งกลุ่ม AI ระบุว่า วงการสื่อจำเป็นต้องยึด 2 หลักสำคัญ คือ Technology (Tech) และ Trust เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของ AI ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

นายโชค กล่าวต่อว่า หลังการมาของ Generative AI และ ChatGPT ในช่วงปลายปี 2565 การแข่งขันด้าน AI รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมี AI มากกว่า 20,000 โมเดล และมีการเปิดตัวรุ่นใหม่แทบทุกสัปดาห์ เป้าหมายต่อไปคือ Artificial General Intelligence (AGI) หรือ AI ที่สามารถเรียนรู้และทำงานได้หลากหลายเหมือนมนุษย์ ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่ปีข้างหน้า
นายโชค กล่าวอีกว่า AI เริ่มส่งผลกระทบต่อธุรกิจสื่อ เมื่อผู้คนหันไปค้นหาข้อมูลผ่าน AI มากขึ้น ทำให้ยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ลดลง ขณะที่ AI ยังมีปัญหา Hallucination หรือการสร้างข้อมูลผิดพลาด และนำข้อมูลจากเว็บไซต์ข่าวไปตอบผู้ใช้โดยที่ผู้ผลิตเนื้อหาไม่ได้รับผลตอบแทน อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีใหม่อย่าง 402 Payment Required อาจเปิดทางให้เว็บไซต์สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจาก AI ที่เข้ามาใช้ข้อมูลได้ในอนาคต

นายโชค กล่าวว่า แนวทาง AI Transformation สำหรับองค์กรสื่อ โดยผู้บริหารต้องมอง AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร ผู้บริหารระดับกลางต้องออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ ส่วนผู้ปฏิบัติงานต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้าน AI อย่างต่อเนื่อง แม้ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่หัวใจของงานสื่อยังคงเป็นมนุษย์ พร้อมเสนอแนวคิด 85:15 คือให้คนเป็นผู้ขับเคลื่อนงานหลัก ขณะที่ AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย
“ในยุคที่ใครก็สร้างคอนเทนต์ด้วย AI ได้ สิ่งที่จะทำให้สื่อวิชาชีพแตกต่างคือความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ และการตรวจสอบข้อเท็จจริง AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่เข้ามาเป็นผู้ช่วย หากใช้อย่างเหมาะสมจะช่วยยกระดับคุณภาพงานสื่อได้” นายโชค กล่าว.




