สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงความพยายามของรัฐบาลวอชิงตัน ในการเป็นคนกลางยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ว่า “ใกล้กว่าที่หลายคนตระหนัก” และแสดงความเชื่อมั่นว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ต้องการยุติสงครามเสียทีเช่นกัน
ทรัมป์กล่าวถึงการสนทนาทางโทรศัพท์กับปูติน เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันชาติของสหรัฐว่า “เป็นไปอย่างราบรื่น” และจะหารือกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน นอกรอบการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) ที่กรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี ในสัปดาห์นี้
Q: Putin shortly after speaking to you on July 4 struck Kyiv and killed innocent civilians. Why isn't he feeling any pressure after speaking with you?
— Aaron Rupar (@atrupar) July 6, 2026
TRUMP: Well, I think he is feeling pressure. He wants to end it. pic.twitter.com/4Rxr7BJ86o
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนว่า เหตุใดจึงเชื่อว่าการยุติความขัดแย้งใกล้จะเกิดขึ้น แม้รัสเซียเพิ่งโจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบด้วยขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 28 ราย
ขณะที่นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า ปูตินและทรัมป์เห็นพ้องที่จะติดต่อกันอีก “ในอนาคตอันใกล้” และรัสเซียเชื่อว่า ทรัมป์ยังคงมีจุดยืนที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ เกี่ยวกับความขัดแย้งครั้งนี้ โดยไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ
Trump on Russia-Ukraine: "Who would've thought that drones would become such a factor? … You hear about the civil war, you hear about all these different terrible wars, but this is really horrible. So I had a very good call [with Putin]. I think we're getting close to getting… pic.twitter.com/LLzb53aqhm
— Aaron Rupar (@atrupar) July 6, 2026
ด้านเซเลนสกีกล่าวว่า การสนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “เป็นไปด้วยดีมาก” โดยอ้างว่า ทรัมป์บอกกับเขาว่า ยูเครน “ทำผลงานได้ดีมาก” จากการใช้โดรนพิสัยไกลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงภายในประเทศ
เมื่อถูกถามว่า การโจมตีดังกล่าวเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ทรัมป์หันมาสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มตัว เซเลนสกีกล่าวว่า เขารู้สึกว่าผู้นำสหรัฐเริ่มมองสงครามครั้งนี้ในมุมที่เปลี่ยนไป เพราะ “ทรัมป์ต้องการอยู่ฝ่ายที่ประสบความสำเร็จ”.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



