ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลกที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หนึ่งในองค์กรสำคัญของพลังงานไทยอย่างบริษัทซีเคพาวเวอร์จำกัด(มหาชน) หรือCKPower (CKP) ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโต ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง
“ซีเคพาวเวอร์” เปิดผลประกอบการปี68 เติบโตแข็งแกร่งได้รับอานิสงส์จากปริมาณน้ำหนุนผลประกอบการโดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานจำนวน2,323 ล้านบาทเพิ่มขึ้น1,036 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น81% จากปีก่อน ปัจจัยบวกที่สำคัญคือการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) จำนวน 1,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,214 ล้านบาท หรือ 202% จากปีก่อน จากปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีเฉลี่ยในปี 68 ที่มากกว่าปีก่อนถึง 7% และบริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) ก็มีผลการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดย ไฟฟ้าน้ำงึม 2 มีรายได้จากการขายไฟฟ้าจำนวน 4,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 291 ล้านบาทหรือ 7% จากปีก่อน
“ซีเคพาวเวอร์” เผยกำไรสุทธิQ1/2569 เติบโตต่อเนื่องแม้ในฤดูแล้งโดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานจำนวน115.9 ล้านบาทเพิ่มขึ้น52.5 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น82.9% จากปีก่อน ปัจจัยบวกยังมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ XPCL และ NN2 อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลัง ข้อมูลการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศที่บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ของการเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ (El Nio) ซึ่งทาง ซีเค พาวเวอร์ ได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ด้วยการพัฒนาระบบติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำ (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการประกาศความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัท ขณะที่ประเด็นความไม่สงบในตะวันออกกลางบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวรวมถึงความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก
ขณะที่โครงสร้างธุรกิจของ ซีเคพาวเวอร์ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่าง ๆ 3 ประเภท มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 3,640 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม และ โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ขณะที่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง อยู่ระหว่าง การพัฒนาซึ่งมีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 72 ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้

สำหรับแผนงานปี 69-73 “ซีเคพาวเวอร์” ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตจากโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบ Private PPA และยื่นประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเฟส 2 จากภาครัฐ ควบคู่ไปกับการขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (RECs)
แนวทางบริหารธุรกิจภายใต้กรอบความยั่งยืน (ESG) ของ ซีเคพาวเวอร์ขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์สู่ความยั่งยืน
“C-K-P” ซึ่งประกอบไปด้วยC-ไฟฟ้าสะอาด (Clean Electricity) มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดภายในปี 86 และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มากกว่า 95% ภายในปีเดียวกัน รวมถึงเดินหน้าสู่เน็ตซีโร่ ภายในปี 93
ด้าน K-เพื่อนบ้านที่ดี(Kind Neighbor) สนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษยชนและการดูแลชุมชนและสังคม โดยดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบจริยธรรม ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชนผ่านการพัฒนาพลังงานสะอาดและโครงการด้านสังคม และ P-พันธมิตรที่ยั่งยืน(Partnership for Life) ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการขยายฐานลูกค้าและการเติบโตในภูมิภาค
“ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่มีความท้าทายทั้งจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจโลกความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและบริบทด้านพลังงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอย่างไรก็ตามบริษัทสามารถปรับตัวและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการประเมินจากเวทีทั้งในประเทศและระดับสากลตามมาตรฐานความยั่งยืนอาทิASEAN CG Scorecard และนิตยสารThe Asset ซึ่งสะท้อนหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีในระดับเอเชียนอกจากนี้ยังได้รับการประเมินSET ESG Ratings ที่ระดับ“AAA” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและได้รับคัดเลือกให้อยู่ในESG100 บริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุนจากสถาบันไทยพัฒน์อย่างต่อเนื่องตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

“ซีเคพาวเวอร์” ขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์โดยขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งนี้ในปี 2568 โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในกลุ่ม CKPower สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนส่งให้ประเทศไทยได้กว่า 10 ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) หรือคิดเป็นร้อยละ 17 ของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ในประเทศและสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 5.34 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พัฒนาโครงสร้างทางพลังงานที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานตลอดห่วงโซ่คุณค่าขององค์กร เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593



