ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 4 ปี ภาพจำของยูเครนในสายตาชาวโลก มักเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการทหารและงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จากพันธมิตรตะวันตกเป็นหลัก
ทว่าในความจริงอันโหดร้ายนั้น ยูเครนกำลังพยายามสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงรูปแบบใหม่ ด้วยการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อุตสาหกรรมโดรน” จนก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีระดับแนวหน้า และเริ่มสร้างรายได้เม็ดเงินมหาศาลกลับเข้าสู่ประเทศ เพื่อหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจที่บอบช้ำจากสงคราม
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2565 ยูเครนมีความเชี่ยวชาญและขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (ยูเอวี) ในระดับที่จำกัดมาก แต่แรงกดดันจากสมรภูมิรบจริงและความจำเป็นในการเอาชีวิตรอด กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ยูเครนพัฒนาตัวเองจากการเป็นผู้รับมอบความช่วยเหลือ ไปสู่การเป็น “ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต” หรือ “พื้นที่ทดลองจริง” ที่ซึ่งโดรนประเภทต่าง ๆ ทั้งโดรนลาดตระเวน โดรนพลีชีพ และโดรนโจมตีทางทะเล ได้รับการคิดค้น ทดสอบ และปรับปรุงภายใต้แรงกดดันของสถานการณ์จริงในแต่ละวัน
ปัจจุบัน ความเชี่ยวชาญที่ได้จากประสบการณ์ในสนามรบ ได้กลายเป็นสินค้าที่ตลาดโลกกำลังต้องการอย่างยิ่ง ในการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่กรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ประกาศความสำเร็จในการลงนาม “ข้อตกลงโดรน” ร่วมกับประเทศพันธมิตรในยุโรปเพิ่มอีกสามแห่ง ได้แก่ เดนมาร์ก เอสโตเนีย และเนเธอร์แลนด์
ข้อตกลงเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรับความช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่เป็นความร่วมมือในลักษณะการผลิตร่วม และการเปิดโอกาสให้ประเทศพันธมิตรสามารถ “นำเข้า” เทคโนโลยีและอาวุธที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากยูเครน
ขณะเดียวกัน สงครามกับรัสเซียทำให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมของยูเครน เช่น การเกษตรและการผลิตเหล็กกล้า ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง การส่งออกเทคโนโลยีมูลค่าสูงอย่างโดรนและซอฟต์แวร์ระบบควบคุมอัจฉริยะ จึงกลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงใหม่ที่ช่วยดึงเงินตราต่างประเทศเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมโดรนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ยังช่วยสร้างงานให้กับวิศวกร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และแรงงานฝีมือในท้องถิ่นหลายหมื่นตำแหน่ง ทำให้อัจฉริยะทางเทคโนโลยีเหล่านั้นสามารถทำงานรับใช้ชาติและสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ โมเดลการร่วมทุนผลิต เช่น การที่เดนมาร์กเข้ามาสนับสนุนโรงงานผลิตอาวุธในยูเครน ช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเงินทุนไหลเข้า ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการฟื้นฟูประเทศหลังสิ้นสุดสงคราม
ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดส่งออกโดรนของยูเครนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มประเทศนาโตเท่านั้น แต่กำลังขยายตัวไปยังภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งกำลังเผชิญกับภัยคุกคามทางอากาศรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นผลจากสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีโดรนและระบบต่อต้านโดรนที่มีประสิทธิภาพสูง
บทเรียนจากยูเครนในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในวิกฤติการณ์ซึ่งมืดมนที่สุด นวัตกรรมและความสามารถในการปรับตัวคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด
วันนี้อุตสาหกรรมโดรนของยูเครนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ปกป้องอธิปไตยบนท้องฟ้าเท่านั้น แต่กำลังทำหน้าที่เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่ช่วยนำพาประเทศ ก้าวข้ามผ่านหนึ่งในบททดสอบซึ่งยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ และพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศของโลกในอนาคตอันใกล้.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



