เมื่อวันที่ 9 ก.ค. นายเชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์การเมืองในช่วงที่มีกระแสข่าวเรื่องสมการ “2 น. 1 พ.” รวมถึงข่าวการผลักดัน “นายกฯ สำรองอักษร ศ.” ว่า กระแสดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะสะท้อนว่ารัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤติหรือใกล้แตกหัก
นายเชษฐา กล่าวว่า ตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพหรือถือครองอำนาจอย่างมั่นคง มักจะเกิดข่าวลือเรื่องความขัดแย้งภายใน หรือการเตรียมเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลขึ้นมาเป็นระยะ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ถูกนำมาใช้เพื่อลดทอนความเชื่อมั่นของรัฐบาล หรือเพิ่มอำนาจต่อรองของกลุ่มการเมืองต่าง ๆ มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทันที ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจะเพิ่งเริ่มบริหารประเทศได้ไม่ถึงสามเดือน แต่กลับมีการจุดกระแสข่าวเรื่องความแตกแยกภายในค่ายสีน้ำเงิน รวมถึงข่าวการเตรียม “นายกรัฐมนตรีสำรอง” อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากเงื่อนไขทางการเมืองในปัจจุบัน ยังไม่พบปัจจัยสำคัญที่เพียงพอจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสมการอำนาจ
นายเชษฐา กล่าวต่อว่า ปัจจัยแรกคือการเมืองในภาพใหญ่ยังต้องคำนึงถึงจังหวะและดุลอำนาจของพรรคร่วมรัฐบาล การเปิดความขัดแย้งภายในในช่วงเวลานี้แทบไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายใด และยังไม่มีแรงจูงใจทางการเมืองมากพอที่จะนำไปสู่การแตกหัก นอกจากนี้ ในกลุ่มการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมก็ยังไม่ปรากฏบุคคลที่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนบทบาทของนายกรัฐมนตรีได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งในด้านเครือข่ายทางการเมือง ความสัมพันธ์กับระบบราชการ และศักยภาพในการประสานผลประโยชน์ของกลุ่มต่าง ๆ ทำให้การเปิดศึกกับผู้เล่นหลักในเวลานี้มีต้นทุนสูงกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ
นายเชษฐา กล่าวต่อว่า ในมุมของบุคลิกทางการเมือง ทั้งนายกรัฐมนตรีและแกนนำสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาลต่างมีลักษณะเป็นนักการเมืองสายประนีประนอม ยืดหยุ่น และพร้อมหาทางออกร่วมกันมากกว่าการเผชิญหน้าแบบแตกหัก จึงทำให้โอกาสที่ความขัดแย้งจะลุกลามจนกระทบเสถียรภาพรัฐบาลยังมีไม่มาก สำหรับการเปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำรัฐบาลในอดีตนั้น บริบททางการเมืองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากโครงสร้างอำนาจในแต่ละยุคไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรนำมาเปรียบเทียบโดยตรง
นายเชษฐา กล่าวต่อว่า ส่วนกระแสข่าวความขัดแย้งภายในกระทรวงมหาดไทย แม้จะเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง แต่ยังเป็นความขัดแย้งในระดับการบริหารงาน มากกว่าจะเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางการเมือง และหากจำเป็นก็ยังสามารถบริหารจัดการด้วยการปรับบทบาทบุคคล ลดแรงปะทะ หรือใช้เวลาในการคลี่คลายสถานการณ์ได้ ทั้งนี้พรรคการเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วย่อมเผชิญความเห็นที่แตกต่างภายในเป็นเรื่องปกติ การมี สส. ผู้บริหาร และเครือข่ายทางการเมืองเพิ่มขึ้น ย่อมนำมาซึ่งการปรับตัวภายใน ซึ่งอาจเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนเข้าสู่สมดุลใหม่ มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการแตกสลาย
ท้ายที่สุด ทุกพรรคการเมืองต่างตระหนักดีว่า การรักษาสถานะรัฐบาลผสมให้เดินหน้าต่อไป ยังคงให้ผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าการเปิดศึกกันเอง ด้วยเหตุนี้ กระแสข่าว “2 น. 1 พ.” และข่าว “นายกฯ สำรองอักษร ศ.” จึงควรถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสมการอำนาจในเวลานี้
นายเชษฐา กล่าวต่อไปว่า แม้การเมืองจะไม่มีสิ่งใดแน่นอนและอาจเปลี่ยนแปลงได้หากมีตัวแปรใหม่เกิดขึ้น แต่จากเงื่อนไขทั้งหมดที่ปรากฏในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานหรือปัจจัยที่มีน้ำหนักมากพอจะสรุปได้ว่ารัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤติภายในจนถึงขั้นแตกหัก ตรงกันข้าม สิ่งที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่าคือการประนีประนอม การปรับสมดุล และการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผสม ซึ่งเป็นธรรมชาติของการเมืองไทยในทุกยุคสมัย



