นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน มิ.ย. 69 ว่า ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 49.5 เป็น 50.7 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มคลี่คลายอย่างชัดเจน หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงและลงนามในบันทึกความเข้าใจหยุดยิงชั่วคราว และราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศเริ่มปรับตัวลดลง
รวมทั้งรัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นเดือนแรก ส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวกและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเป็นผลดีต่อค่าครองชีพของประชาชน
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคธุรกิจ) เดือน มิ.ย. 69 อยู่ที่ 41.4 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เนื่องจากปริมาณเงินจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่สามารถส่งผลบวกไปถึงยอดขายของภาคธุรกิจ และปริมาณเงินในเดือนแรกยังไม่สามารถกระตุกเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นได้ เห็นได้จากอัตราการจ้างงานยังคงต่ำ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเป็นรูปเคเชฟ เติบโตเฉพาะสินค้าเอไอ และอิเล็กทรอนิกส์ ไม่กระจายไปยังเอสเอ็มอี
“ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่น 2 รายการ ชี้ให้เห็นว่าด้านของผู้บริโภครับรู้เชิงบวกจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส มองว่ามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังไม่ได้รับรู้เชิงบวกว่า ปริมาณเงินไทยช่วยไทยพลัสที่สะพัดประมาณเดือนละ 5 หมื่นล้านบาท เข้ามาช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจ”
อย่างไรก็ตามหากสงครามตะวันออกกลางไม่กลับมารุนแรง รัฐบาลดำเนินมาตรการไทยช่วยไทยพลัสต่อเนื่อง 4 เดือน มีการปรับโครงสร้างพลังงาน คาดว่ากำลังซื้อจะโดดเด่นขึ้น เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มกลับมาคึกคักได้ในช่วงไตรมาส 4 อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้โตได้เกิน 2%
ส่วนกรณีที่สหรัฐประกาศยกเลิกการหยุดยิงชั่วคราว โดยประกาศโจมตีอิหร่านรอบใหม่เมื่อ 2 วันที่ผ่านมานั้น มองว่าอาจจะไม่รุนแรงมากจนกลับมาสู่การปะทะรอบใหม่ เนื่องจากสหรัฐยังไม่มีการใช้กองกำลังทหาร เป็นเพียงการใช้โดรนโจมตี และมีโอกาสที่จะเจรจาร่วมกันได้ ซึ่งคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่น่าจะพุ่งสูงเกิน 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังสามารถเติบโตได้ตามคาดคือ 2-2.5% แต่หากเกิดกรณีมีการขัดแย้งยืดเยื้อ และทั้ง 2 ประเทศกลับมาปะทะโจมตีกันรุนแรงอีกครั้ง อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นไปที่ 90-110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ เติบโตในอัตราที่ต่ำกว่า 2% โดยอาจอยู่ในช่วง 1.5-2%



