เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงการตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการรับจ้างจดทะเบียนรับรองบุตรให้เด็กชาวจีนเพื่อให้ได้รับสัญชาติไทยอย่างผิดกฎหมาย ว่า สบส. ได้รับทราบเบาะแสจากสื่อมวลชนว่ามีโรงพยาบาลเอกชน 5 แห่ง เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว จึงให้เจ้าหน้าที่ประสานขอเอกสารเบื้องต้นจากทั้ง 5 แห่งแล้ว และเจ้าหน้าที่ สบส. จะลงพื้นที่ตรวจสอบรายละเอียดที่โรงพยาบาลเอกชนทั้ง 5 แห่ง ในวันที่ 14 ก.ค. นี้ โดยจะดูข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทำคลอด ที่สำคัญคือ ตรวจสอบหนังสือการรับรองการเกิด ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ผู้ทำคลอด ผู้ทำการรักษา ต้องลงรายละเอียดลงในแบบหนังสือรับรองการเกิด ก็จะดูหลักฐานรายชื่อต่างๆ ว่าสอดคล้องกับบันทึกการรักษา และบันทึกเวชระเบียนผู้ป่วยนอกหรือโอพีดีการ์ด หรือไม่อย่างไร
ทพ.อาคม กล่าวอีกว่า สำหรับจำนวนเด็กที่เกี่ยวข้องนั้น เบื้องต้นที่ทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่า มีจำนวน 400-500 เคส แต่จากการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นพบประมาณ 100 เคส ซึ่งจะลงไปตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี ว่า มีกรณีที่เกิดขึ้นแบบนี้มากน้อยอย่างไร หากมีข้อมูลเพิ่มเติมก็จะตรวจสอบย้อนหลังกลับไปอีกหลายปี โดยจะลงพื้นที่พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพราะเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การทะเบียนราษฎร ของกระทรวงมหาดไทยด้วย ส่วนจะมีผู้บริหารโรงพยาบาลเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น ต้องขอตรวจสอบกับพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
“ใน พ.ร.บ.สถานพยาบาล เขียนชัดเจนว่าผู้ใดทำหลักฐานเท็จ ผู้นั้นก็จะมีความผิด มาตรา 73 จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับใครทั้งหมด เราก็ต้องดำเนินการตามที่กฎหมายให้อำนาจเราไว้ ซึ่งในใบรับรองการเกิดจะระบุว่าใครบ้างที่เขียนรายละเอียดลงในใบรับรองการเกิด ทั้งผู้ทำคลอด บิดามารดา ชื่อเด็ก สถานที่ทำคลอด วันเวลาเกิด ดังนั้นใบรับรองการเกิดจึงมีความสำคัญ” ทพ.อาคม กล่าว
ทพ.อาคม กล่าวว่า เมื่อผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขทราบเรื่องและเห็นชื่อโรงพยาบาลที่ปรากฏเป็นข่าว ก็ค่อนข้างตกใจ เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศด้วย และเหตุการณ์แบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีการลงทุนค่อนข้างสูง ขณะที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่ๆ ทั้งนั้น และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะโยงกับเรื่องสำคัญๆ หลายเรื่องของประเทศ เราจึงต้องดำเนินการให้ชัดเจนและเด็ดขาด รวมทั้งจะขยายผล และควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบบริการ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประเทศในภาพรวม.



