และแล้วก็เหลือเพียง 4 ทีมสุดท้าย และทั้ง 4 ทีมที่เหลือในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ก็คือ 4 ชาติที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารลูกหนังระดับนานาชาติของ FIFA นี่จึงเป็นรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกที่คู่ควรที่สุด และคาดหวังได้เลยว่าจะเป็นที่จดจำไปอีกนานแสนนาน

หลายคนบอกว่า บอลโลกครั้งนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้ชาติยักษ์ใหญ่ต้องโคจรมาพบกันเองก่อนจะถึงรอบนี้ แต่อย่าไปขุดคุ้ยเรื่องอื่นเลย เพราะผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ 2 เกมสุดเร้าใจที่กำลังจะเกิดขึ้น

ซึ่งจะประเดิมสนามด้วยคู่หยุดโลกอย่าง ฝรั่งเศส พบ สเปน ในวันอังคารนี้

ฝรั่งเศส กำลังลุ้นเพื่อเป็นทีมที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ที่เข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกติดต่อกัน 3 สมัย (ต่อจากเยอรมนีและบราซิล)

ขณะที่ สเปน แชมป์ยุโรป กำลังเตรียมตัวลงเล่นในรอบรองชนะเลิศเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ และหากวัดกันตามฟีฟ่าแรงกิ้ง นี่คือการปะทะกันระหว่าง อันดับ 1 และอันดับ 3 ของโลก

– สไตล์การเล่นที่แตกต่างกัน –
คำถามที่คนทั้งโลกสงสัยมาตั้งแต่ก่อนทัวร์นาเมนต์ก็คือ “จะล้มฝรั่งเศสได้อย่างไร?”

คุณจะหยุดยั้งแนวรุก 4 คนที่เล่นได้อย่างอิสระและทรงพลัง นำทัพโดย คิลิยัน เอ็มบัปเป พร้อมแรงสนับสนุนจาก อุสมาน เดมเบเล, ไมเคิล โอลิเซ และ เดซีเร ดูเอ ได้อย่างไร?

คำตอบชัดเจนแล้วคือ…แทบทุกทีมทำไม่ได้

แต่นั่นอาจไม่รวม สเปน และ สเปน อาจมี “ใบอนุญาตพิเศษ” บางอย่างที่ทำให้พวกเขาควบคุมและต่อสู้ได้อย่างไม่เหมือนใคร

สไตล์การเล่นของ สเปน คือการทำให้คู่แข่งไม่ได้บอล พิสูจน์จากสถิติการครองบอลที่พวกเขาเฉลี่ยอยู่ในอันดับสูงที่สุด และยังไม่มีทีมใดในทัวร์นาเมนต์เทียบเคียงได้

สเปน คือชาติเดียวที่จ่ายบอลเข้าพื้นที่เข้าทำ (End Zone) เกิน 1,000 ครั้ง แถมมันยังมาด้วยความแม่นยำสูงถึง 83.9 เปอร์เซ็นต์

และเนื่องจากพวกเขาแทบไม่ปล่อยให้คู่แข่งได้ครองบอล ทำให้สถิติเกมรับของ สเปน ยอดเยี่ยมเช่นกัน

การใช้ประโยชน์จากจุดแข็งทั้ง 2 อย่างนี้ คือวิธีที่ สเปน จะใช้หยุด ฝรั่งเศส พร้อมกับคอยหาจังหวะเพื่อเล่นงาน มันจึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่าวิธีการของพวกเขาจะได้ผลหรือไม่

และถ้าเล่นได้ขนาดนี้ยังร่วง คำถามต่อไปก็คือ จะมีใครหยุด ฝรั่งเศส ได้?

– ข้อควรระวังและสถิติที่น่าสนใจ –
กระนั้นก็ยังมีข้อควรระวัง และเอาเข้าจริง ทัวร์นาเมนต์นี้ เรายังไม่ได้เห็น สเปน ที่ดีที่สุด

มิติการสร้างสรรค์เกมของพวกเขายังไม่เข้ารูปเข้ารอยนัก และต้องพึ่งพาฮีโร่ตัวสำรองอย่าง มิเกล เมริโน ที่ลงมาช่วยชีวิตพาทีมผ่านโปรตุเกส และเบลเยียม ใน 2 รอบที่ผ่านมา

นอกจากนั้น ดาวเตะคนสำคัญ ที่ถูกคาดหวัง และสร้างความแตกต่างได้อย่าง ลามีน ยามาล ก็ยังค่อนข้างเงียบ

เช่นเดียวกับ นิโก วิลเลียมส์ ปีกตัวเก่งอีกคน ที่ถูกอาการบาดเจ็บเล่นงานมาตลอด จนได้ลงเล่นเพียงแค่บทบาทตัวประกอบเท่านั้น

ขณะที่ 4 ประตูของ มิเกล โอยาร์ซาบาล กองหน้าตัวจริง ก็เกิดขึ้นในการเจอกับคู่แข่งที่มาตรฐานอ่อนกว่าอย่าง ซาอุดีอาระเบีย และออสเตรีย

ดังนั้น ในแง่ของเกมรุกหรือความคิดสร้างสรรค์ ต้องยอมรับว่า ฝรั่งเศส เหนือกว่าชัดจน

พวกเขาคือทีมที่ยิงได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในทัวร์นาเมนต์, ยิงตรงกรอบมากที่สุด และมีค่าคาดหวังในการได้ประตู (Expected Goals – xG) สูงที่สุด

ขณะที่ “กัปตันเป้” ก็กำลังมีลุ้นรางวัลรองเท้าทองคำร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี นอกจากนี้ พวกเขายังไม่ยึดติดกับคนทำประตู และมีวิธีการทำประตูที่หลากหลายจากผู้เล่นหลายคนในทีม

หาก เอ็มบัปเป ถูกล็อกตาย ฝรั่งเศส ก็ยังมีแนวรุกชั้นยอดอีกมากมายที่พร้อมจะสลับหน้ากันขึ้นมาแผลงฤทธิ์

ทีมของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ เป็นทีมแรกนับตั้งแต่ บราซิล ในปี 2002 ที่มีผู้เล่น 2 คน ทำได้ถึงคนละ 5 ประตูในบอลโลกครั้งเดียว ก่อนที่ อังกฤษ จะทำสถิตินี้ได้ตามมาในภายหลัง

– จุดตัดสินในแดนกลาง –
“แดนกลาง” คือกุญแจสำคัญ ที่จะทำให้ สเปน ผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่คว้าแชมป์โลกสมัยเดียวของพวกเขาในปี 2010

ในอดีต สเปน เคยพึ่งพาเพียงแค่การต่อบอลเพื่อครองบอล แต่ในเวอร์ชันปัจจุบัน สไตล์การเล่นนี้มีพลังและความเร็วมากขึ้น ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ

โรดรี และ ลามีน ยามาล คือ 2 ผู้เล่นที่อาจจะดีที่สุดในบทบาทของตนเองตอนนี้ และพวกเขาคือผู้ขับเคลื่อนให้เกิดพัฒนาการนี้

การเปลี่ยนผ่านจากรับเป็นรุกในแนวลึกที่รวดเร็วขึ้น หมายความว่า ปีกตัวอันตรายของสเปนจะมีโอกาสดวลเดี่ยวแบบ 1 ต่อ 1 กับกองหลังบ่อยขึ้น

ซึ่งวันเดอร์คิดจาก บาร์เซโลนา ก็ชอบสถานการณ์แบบนี้เป็นที่สุด และคุณสามารถไว้ใจให้ โรดรี จ่ายบอลไปถึงเขาได้อย่างแน่นอน

แดนกลางคือพื้นที่ที่ สเปน จะแสดงความได้เปรียบออกมาอย่างชัดเจนที่สุด เพราะ ฝรั่งเศส จะมีจำนวนผู้เล่นแดนกลางที่น้อยกว่า

โรดรี และ เปดรี จะเป็นผู้กำหนดจังหวะเกม ทั้งคู่เป็นผู้เล่นที่จ่ายบอลเข้าสู่พื้นที่อันตรายได้มีประสิทธิภาพที่สุดในทัวร์นาเมนต์ และยังมี ดานี โอลโม กองกลางสารพัดประโยชน์ คอยสนับสนุน

นอกจากนี้ โรดรี ยังจะทำหน้าที่เป็นคนลำเลียงบอล ขึ้นเกมรุกส่งต่อไปยัง ยามาล ซึ่งเป็นกองหน้าที่ทำสถิติลากเลื้อยอันนำไปสู่โอกาสยิงประตูมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ (12 ครั้ง)

เปรียบเทียบแล้ว แผงมิดฟิลด์คู่กลางของ ฝรั่งเศส ซึ่งคาดว่าจะเป็น มานู โกเน และ อาเดรียง ราบิโอต์ มีความคล่องตัวน้อยกว่า แน่นอนว่า ทั้ง 2 คน ไม่ใช่ผู้เล่นธรรมดา แต่การต้องเจอกับแผงมิดฟิลด์ที่แทบจะสมบูรณ์แบบของ สเปน เป็นงานที่ท้าทายมาก และต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้

การ Counter-press หรือการบีบกดดันซ้ำทันทีหลังเสียบอล จะเป็นอาวุธสำคัญของ สเปน และถ้าหาก ฝรั่งเศส ปล่อยให้นักเตะกระทิงดุ ยืนคุมพื้นที่ได้ตามแผน จะอันตรายมาก

– ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่? –
ที่กล่าวมาทั้งหมด เหมือนกับว่า สเปน จะดูดี แต่โดยรวมต้องยอมรับว่า ฝรั่งเศส ยังมีโอกาสมากกว่า

สเปน อาจจะมีดีในแบบของตัวเอง แต่พวกเขาต้องดึงฝรั่งเศสมาเล่นในเกมของพวกเขาให้ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ศักยภาพของกระทิงดุมีสิทธิล้มตราไก่ได้แน่นอน

คำถามคือจะได้หรือไม่เท่านั้นเอง?