เมื่อพูดถึง “ไต้หวัน” ภาพจำของคนทั่วโลกมักเชื่อมโยงกับบทบาทมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเป็นฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิปขั้นสูง ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนและปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) แต่ก่อนที่เทคโนโลยีจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เกาะแห่งนี้มาอย่างยาวนาน คือภาคเกษตรกรรม


ในช่วงที่ไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นระหว่างปี 2438-2488 เกาะแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ โดยเฉพาะสับปะรดและกล้วย ขณะที่ปัจจุบัน “มะม่วงไต้หวัน” กำลังกลายเป็นสินค้าเกษตรที่ได้รับความสนใจ หลังเตรียมเข้าสู่ตลาดยุโรปเป็นครั้งแรก โดยเริ่มต้นที่ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร


มะม่วงไต้หวันมีจุดเด่นจากผลขนาดใหญ่ เนื้อฉ่ำ กลิ่นหอม และรสชาติหวานเข้มข้น จนได้รับความนิยมจากนักชิมทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักต้องเดินทางมายังไต้หวันเพื่อสัมผัสรสชาติ เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่ถูกบริโภคภายในท้องถิ่น และมีเพียงส่วนน้อยที่ส่งออกไปยังตลาดใกล้เคียง เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง และเกาหลีใต้


ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ไต้หวันผลิตมะม่วงได้มากกว่า 100,000 ตันต่อปี แต่ปริมาณการส่งออกยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับผลผลิตทั้งหมด


การเข้าสู่ตลาดยุโรปครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากตลาดดังกล่าวมีมะม่วงจากผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินเดียและปากีสถาน ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและราคา แต่ผู้ส่งออกไต้หวันเชื่อว่า คุณภาพและรสชาติที่แตกต่างจะช่วยสร้างพื้นที่ในตลาดระดับพรีเมียมได้


นายเดวิด เฉิน ประธานคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ( ซีอีโอ ) ของบริษัท “เนเชอรัล เฮาส์ ไต้หวัน” กล่าวว่า แม้ต้นทุนการส่งออกมะม่วงเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้ราคาสินค้าอยู่ในระดับสูง แต่ผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจ เพราะมะม่วงไต้หวันมีเอกลักษณ์ด้านรสชาติและคุณภาพ


หนึ่งในสายพันธุ์ที่สร้างชื่อเสียงให้ไต้หวันคือ “เออร์วิน” ( Irwin ) ซึ่งนำเข้าจากสหรัฐในช่วงทศวรรษ 1960 และพัฒนาจนกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่มีความหวาน สีสันสวยงาม และเป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ


ขณะเดียวกัน ไต้หวันยังมีมะม่วงสายพันธุ์พรีเมียมอย่าง “ซัมเมอร์ สโนว์” ( Summer Snow ) หรือมะม่วงหิมะ ซึ่งได้รับการยกย่องจากเกษตรกรบางรายว่าเป็น “หลุยส์ วิตตองแห่งโลกมะม่วง” จากลักษณะเนื้อละเอียด หวานละมุน และมีกลิ่นหอมโดดเด่น


นายโหยว ฉางฝู เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในเทศมณฑลไถตง เปิดเผยว่า ปีนี้เขาส่งมะม่วงสายพันธุ์ดังกล่าวไปยุโรปเป็นครั้งแรกในลักษณะทดลองจำนวน 5 กล่อง โดยต้องผ่านมาตรฐานเข้มงวดของสหภาพยุโรป ( อียู ) ทั้งการตรวจสอบสารตกค้างและกระบวนการเพาะปลูก


การขยายตลาดครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเป้าหมายทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดความเสี่ยงจากความตึงเครียดกับจีน ซึ่งเคยระงับการนำเข้าผลไม้จากไต้หวันหลายชนิด โดยอ้างเหตุผลด้านสุขอนามัยพืช ขณะที่รัฐบาลไทเปมองว่าเป็นมาตรการกดดันทางการเมือง


ดังนั้น มะม่วงไต้หวัน จึงไม่ได้เป็นเพียงผลไม้ส่งออก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามสร้างตลาดใหม่และยกระดับภาพลักษณ์ของไต้หวัน จากมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี สู่ผู้ผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพสูงในเวทีโลก.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS