นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยว่า ขร.จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 โครงการศึกษาการกำหนดอัตราค่าโดยสารขนส่งมวลชนระบบรางแบบเขตพื้นที่ ตามเขตพื้นที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านเข้าพื้นที่จราจรหนาแน่น เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2569 เพื่อนำความคิดเห็นทุกภาคส่วนมาจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่เหมาะสม เป็นธรรม และสามารถนำไปใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน การศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือน ม.ค.2570 ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายระบบราง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในปี 2570

การกำหนดอัตราค่าโดยสารมีความสำคัญไม่ต่างจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมและ ขร. กำลังเร่งผลักดันนโยบายค่าโดยสารร่วม 17-45 บาทต่อเที่ยว และยกเลิกค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน เมื่อผู้โดยสารเปลี่ยนสาย เพื่อให้ประชาชนเดินทางในราคาที่เหมาะสม ลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่การศึกษาครั้งนี้มีเป้าหมายวางโครงสร้างค่าโดยสารในอนาคตให้เหมาะสมและเป็นธรรม

รศ.ดร.เทอดศักดิ์ รองวิริยะพานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งทางราง กล่าวว่า ผลสำรวจผู้ใช้รถไฟฟ้า 2,064 คน ช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.2569 พบว่า เดินทางไม่เปลี่ยนสาย 54% เปลี่ยนสาย 1 ครั้ง 36.9% และเปลี่ยนสาย 2 ครั้งขึ้นไปราว 10% ผู้โดยสารเดินทางเฉลี่ย 12 สถานีต่อเที่ยว หากเดินทางสายเดียวเสียค่าโดยสาร50-60 บาท แต่ผู้ที่เปลี่ยนสายต้องจ่ายค่าแรกเข้าซ้ำ ทำให้บางเที่ยวมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 100 บาท ขณะที่หลายประเทศกำหนดเพดานค่าโดยสารสูงสุดต่อเที่ยวหรือต่อวัน แต่กรุงเทพฯ ยังไม่มี
ผลการศึกษาพบว่า เพดานค่าโดยสาร 45 บาทต่อเที่ยว จะช่วยลดค่าครองชีพให้ผู้โดยสารส่วนใหญ่ และใช้งบอุดหนุนน้อยกว่านโยบาย 20 บาทตลอดสาย ส่วนแนวคิดจัดเก็บค่าโดยสารตามเวลา (Time-based Fare) ไม่เหมาะกับกรุงเทพฯ เนื่องจากระยะเวลาเดินทางขึ้นอยู่กับการเดินเปลี่ยนสายและการรอขบวนรถ ซึ่งผู้โดยสารควบคุมไม่ได้ โดยบางสถานี เช่น เตาปูน และ หัวหมาก ใช้เวลาเปลี่ยนสายถึง 10 นาที
ด้าน รศ.ดร.อำพล การุณสุนทรวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างอัตราค่าโดยสาร กล่าวว่า การปรับค่าโดยสารในอนาคตจะอ้างอิง ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หมวดไม่รวมอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้การกำกับของภาครัฐ สามารถชะลอการปรับขึ้นได้หากเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย พร้อมศึกษารูปแบบ ค่าโดยสารแบบแบ่งโซน (Zone-based Fare) และอัตราที่เหมาะสม ก่อนนำมาใช้ในอนาคต

“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า ขร.จ้างที่ปรึกษาประกอบด้วยบริษัท ซิตี้ แพลน โปรเฟสชันนอล จำกัด บริษัท พีเอสเค คอนซัลแทนส์ จำกัด และบริษัท แพลงเนอร์26 จำกัด วงเงิน 14 ล้านบาท เพื่อศึกษาอัตราค่าโดยสารสำหรับในอนาคตที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคการเมืองใดสามารถยึดเป็นแกนหลักได้
โดยไม่ต้องรื้อสูตรใหม่เหมือนที่ผ่านมา อาทิ นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทของพรรคเพื่อไทย ต่อมาก็ 40 บาททุกสายของพรรคภูมิใจไทย ที่เปลี่ยนมาเป็น 40 บาทเหมาจ่ายตลอดวันกับทุกสาย แต่ทำได้เพียงสายสีแดงและสีม่วง ก่อนจะเปลี่ยนสูตรเป็น 40-60 บาท แต่ยังไม่เริ่มก็ล้มเลิกไปก่อน สำหรับอัตรา 17-45บาท เป็นตัวเลขเบื้องต้นที่เสนอกระทรวงคมนาคม ใช้แทนการจัดเก็บเหมาจ่าย 40 บาท เพื่อลดงบประมาณอุดหนุนส่วนต่างให้ภาคเอกชน



